RT Convention Trip (30 April 2013)

posted on 21 May 2013 16:14 by maxtreme in AllAboutMax

30 April 2013

Tokyo – Minneapolis – Kansas City, MO

วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษกว่าวันอื่น เพราะจะต้องเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรม แล้วก็ต้องไปให้ถึง The Imperial Palace ก่อนเวลาเก้าโมง ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปโดยเรียบร้อย เพราะเก็บของเสร็จแล้วตั้งแต่คืนก่อนหน้า ตื่นมาก็แค่อาบน้ำ แล้วเก็บอุปกรณ์ที่เหลือลงกระเป๋าเท่านั้นเอง จากนั้นก็เช็คเอ้าท์ แล้วเดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน

เช่นเดิมเราใช้รถไฟใต้ดินของ Tokyo Metro เพราะราคาถูกที่สุด และเราไม่ได้มีความจำเป็นต้องรีบเร่งด่วน (แปลว่า มีปัญญาเดินได้แม้จะไกล) ความตั้งใจของเราก็คือ จะหาที่นั่งในสวนใกล้ ๆ กับพระราชวัง แล้วกินข้าวเช้า (ซึ่งก็คือ ข้าวเย็นของคืนวันก่อนหน้าที่เรากินเหลือนั่นแหละ) แต่พอไปถึงกลับไม่มีใครเข้าไปนั่งที่สวนเลย (ช่วงเวลาที่ไปถึง ทัวร์กรุ๊ปของคนจีนกับแห่มาพอดี) เราเลยนั่งอยู่บนขอบถนน (ด้านในซึ่งไม่มีรถวิ่งมากนัก) แล้วเริ่มต้นหม่ำข้าวเช้า เพื่อฆ่าเวลาการรอให้ทัวร์ที่จะนำชมพระราชวังถึงเวลา

เราไม่แน่ใจว่า ทุกคนรู้กันแล้วรึยังนะคะ แต่เราค้นพบข้อมูลในอินเตอร์เน็ตตอนที่เตรียมตัวจะเดินทางมาญี่ปุ่นว่า เราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมภายในพระราชวังของเขาได้ แต่จะต้องทำการสมัครขออนุญาตล่วงหน้า (ตามเว็บไซด์นี้ http://sankan.kunaicho.go.jp/english/guide/koukyo.html) ซึ่งเป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่งสำหรับเรา

เมื่อถึงเวลาก็ไปเข้าแถว แล้วมีทหารรักษาการณ์มาตรวจเอกสาร (ซึ่งมีนักท่องเที่ยวหลายคนเห็นคนรุมเข้าแถวกันอยู่ ก็เลยแห่มาเข้าด้วย ก่อนจะถูกไล่ออกไป เพราะไม่มีหนังสืออนุญาตให้เข้าไปข้างในได้) จากนั้นก็นำเข้าไปภายในพระราชวัง

ก่อนเริ่มต้นทัวร์ ก็มีการบรรยายคร่าว ๆ ให้ฟังถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่จะนำเข้าชม ซึ่งแน่นอนว่า เป็นภาษาญี่ปุ่น แต่เนื่องจากเราได้ทำเรื่องของหูฟังแปลภาษามาแล้ว ก็เลยพอจะรู้เรื่อง (ตามเทปที่เขาอัดเอาไว้เป็นภาษาอังกฤษ) จากนั้นก็เริ่มต้นทัวร์

วันนี้เป็นวันพิเศษค่ะ เพราะฝนตก แต่เขาเตรียมการไว้ดีมาก ๆ มีร่มแจกให้นักท่องเที่ยวเสร็จสรรพ (ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวมีหลายชาติ รวมทั้งคนญี่ปุ่นเองด้วย) การนำทัวร์ก็คือการเดินไปยังที่ต่าง ๆ ซึ่งเราบอกตามความรู้สึกจริง ๆ ก็คือ สถานที่ของเขาไม่ได้โอ่อ่า หรูหรา หรือแปลกตา (ไม่เหมือนปราสาทราชวังของทางยุโรป หรือวัดพระแก้วของเมืองไทย) แต่เป็นความเรียบง่ายตามแบบฉบับของญี่ปุ่น ที่สำคัญก็คือ เรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟังถึงประวัติความเป็นมา พิธีการที่เกิดขึ้นในสถานที่เหล่านั้นทำให้สถานที่ที่ดูราบเรียบ มีมนต์ขลังอยู่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้

ทัวร์นี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งค่ะ เมื่อเสร็จก็เวลาสิบเอ็ดโมงครึ่ง เราเช็คเวลาแล้วก็ลงความเห็นว่า น่าจะมีเวลาเหลือพอที่เราจะนั่งรถไฟไปชินจูกุเพื่อซื้อขนม (ทั้งที่เมื่อวานก็ไปชินจูกุเพื่อซื้อขนมมาแล้วรอบนึง แต่พอกลับมากลับรู้สึกว่า ซื้อมาน้อยไป วันนี้เลยอยากไปซื้อมาเพิ่ม) เพราะเวลาขึ้นเครื่องก็คือ บ่ายสามโมงสี่สิบห้า แสดงว่าเครื่องขึ้นประมาณบ่ายห้าโมงเกือบหกโมง เราน่าจะไปสนามบินได้ทันอย่างไม่มีปัญหา

การเดินทางไปซื้อขนมและกลับมาโรงแรมเป็นไปอย่างเรียบร้อย เราดูเวลาแล้ว (ตอนนั้นบ่ายโมงครึ่ง) ก็ยังคิดว่า มีเวลาเหลือถมเถ เลยยึดกับแผนการที่เตรียมไว้ คือนั่งรถไฟหวานเย็น (แปลว่า รถไฟที่ใช้เวลานานกว่า แต่ราคาถูกกว่ารถไฟด่วน ในที่นี้ก็คือ Keisei Limited Express) ไปสนามบิน   

ปัญหาก็คือ เมื่อขึ้นรถไฟแล้ว หยิบเอาตารางแผนการบินขึ้นมาดู ก็เลยเจอว่า เราดูเวลาผิด บ่ายสามโมงสี่สิบห้าก็คือเวลาเครื่องออก และรถไฟคันนี้ใช้เวลาชั่วโมงกว่าจะถึงสนามบิน เราคำนวนแล้วก็เกิดอาการหวาดกลัวสุดขีด เพราะเร็วสุดที่จะไปถึงสนามบินได้ก็คือบ่ายสองโมงสี่สิบห้า เรามีเวลาเหลือชั่วโมงเดียวในการเช็คอิน โหลดกระเป๋า ผ่านตรวจคนเข้าเมือง ด่านตรวจความปลอดภัย (ที่ค้นเยอะแยะ) แล้วขึ้นเครื่อง เราเริ่มนั่งพนมมือ แล้วคิดถึงเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่เรานับถือ พลางด่าตัวเองที่ชะล่าใจ

พอไปถึงสนามบินก็คือการวิ่ง และวิ่งค่ะ โชคดีที่เราสามารถเช็คอินทางอินเตอร์เน็ตมาก่อนแล้ว เลยเหลือแค่การโหลดกระเป๋า ขณะที่กำลังโหลด เจ้าหน้าที่สายการบินก็ทักขึ้นมาว่า “มีการเรียกขึ้นเครื่องแล้วนะคะ”

เราก็ตอบไปว่า “รู้แล้วค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ขอตัววิ่งก่อนนะคะ” จากนั้นเราก็สวมตีนหมาวิ่งร้อยเมตรในทันใด โชคเป็นของเราค่ะ (หรืออาจเพราะเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่พนมมือไหว้เอาไว้ช่วยเหลือก็เป็นได้) ไม่มีคนเลยค่ะที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง หรือด่านรักษาความปลอดภัย เราไปถึงประตูขึ้นเครื่องทัน ชนิดที่ยังมีเวลาเหลือวิ่งไปเข้าห้องน้ำก่อนด้วยซ้ำ

การนั่งเครื่องบินเป็นไปอย่างเรียบร้อย ผู้โดยสารที่นั่งข้าง ๆ นอนหลับตลอดเวลา เราเองก็หลับเกือบตลอดเวลาเช่นกัน เลยไม่ต้องพูดคุย หรือยุ่งเกี่ยวอะไรกันมากนัก (ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับเรา)

เป็นเวลาสิบสามชั่วโมงจากโตเกียว เราก็มาถึงสนามบินเมืองมินิอาโปลิส แต่เนื่องจากเส้นแบ่งวันโดนข้ามไป แทนที่จะเป็นวันที่ 1 พฤษภาคม 2013 มันก็ยังคงเป็นวันที่ 30 เมษายน 2013 อยู่ดี

วันนี้เป็นวันที่ยาวนานค่ะ

เมฆแห่งความวุ่นวายเริ่มก่อตัว เมื่อเราลงจากเครื่องบิน และวิ่งตรงมาที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพบว่า มีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้าเวรทำงานแค่คนเดียว (ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า แค่คนเดียว) นี่เป็นครั้งแรกที่เราบินมาลงที่เมืองมินิอาโปลิส และเราขอบอกว่า ถ้าเลือกได้ นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะห่วยมาก ๆ

คิดดูนะคะ เราวิ่งเร็ว และมาเข้าคิวรอตรวจคนเข้าเมืองน่าจะเป็นคนที่สิบห้า (ซึ่งถือว่า ความเร็วเราใช้ได้เลยล่ะ มาถึงก่อนผู้โดยสารชั้นหนึ่งบางคนด้วยซ้ำ) แต่เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ทำงานแค่คนเดียว ใช้เวลากับผู้โดยสารคนนึงสักสี่นาที เราก็ต้องรอหนึ่งชั่วโมงแล้วค่ะ ซึ่งเราก็รอเข้าแถวอยู่หนึ่งชั่วโมงจริง ๆ นะคะ

เรายังถือว่าโชคดีนะคะ เพราะเราคือคนที่สิบห้า ข้างหลังเรามีผู้โดยสารรอตรวจคนเข้าเมืองอยู่ประมาณสองร้อยคน เราไม่รู้นะคะว่า พวกเขาจะต้องรออีกนานแค่ไหน

ที่น่าเกลียดมาก ๆ ก็คือ ไม่ใช่ว่า เขาไม่มีเจ้าหน้าที่นะคะ เราเห็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเขานั่งในห้องทำงานอยู่เป็นสิบคน แต่ไม่มีใครออกมาประจำด่านตรวจ ได้แต่เดินไปเดินมา แต่ไม่ทำอะไร และไม่มีใครคิดจะทำอะไร

อย่างที่บอกค่ะ เป็นไปได้ เราจะไม่เข้าอเมริกาผ่านทางเมืองมินิอาโปลิสอีกแล้ว ห่วยมาก

หลังจากผ่านด่านตรวจมาได้ เราเหลือเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงเพื่อวิ่งไปขึ้นเครื่องเพื่อต่อไปยังเมืองแคนซัส ซิตี้ และถ้าเราคิดว่า ด่านตรวจนั่นแย่แล้ว มันมีอะไรที่แย่ยิ่งกว่า รอคอยเราอยู่ค่ะ

เราไปที่สายพานกระเป๋า เพื่อจะพบว่า ไม่มีกระเป๋าของเรารออยู่ เราพยายามสอบถามเจ้าหน้าที่สายการบินว่า กระเป๋าของเราอยู่ที่ไหน แต่ไม่มีใครยอมพูดจากับเราเป็นเรื่องเป็นราว คำตอบเดียวที่ได้รับก็คือ ให้เราไปให้พ้นจากสนามบินแห่งนี้ ไปให้ถึงแคนซัสซิตี้ แล้วกรอกแบบฟอร์มเพื่อแจ้งว่า กระเป๋าหาย พวกเขาทำอะไรให้เราไม่ได้ เพราะที่นี่ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของเรา เราต้องไปแจ้งเรื่องกระเป๋าหายที่แคนซัสซิตี้เท่านั้น

หลังจากพยายามแต่ไม่ได้คำตอบ เราตัดสินใจออกจากด่านศุลกากร แล้วไปยังประตูขึ้นเครื่อง เพื่อต่อเครื่องไปแคนซัส ซิตี้ เรารู้สึกว่า ไม่มีทางเลือก นี่คือคำตอบที่สายการบินให้กับเรา (สำหรับคนที่อยากรู้ เราขึ้นเครื่องของสายการบินเดลต้า) อีกอย่าง ถ้าเราไม่ไป ตัวเราเองก็จะตกเครื่องไปด้วยอีกคน เราไม่อยากอยู่ที่เมืองมินิอาโปลิสอีกต่อไป ไม่มีอะไรในสนามบินแห่งนี้ที่ทำให้เรารู้สึกว่า อยากจะอยู่

ในที่สุดเราก็ไปถึงแคนซัส ซิตี้ (รัฐมิสซูรี เมืองแคนซัส ซิตี้มีสองรัฐค่ะ เป็นเมืองเดียวกันนั่นแหละ แต่ถูกแบ่งด้วยเส้นรัฐ อีกแคนซัส ซิตี้นึงอยู่ในรัฐแคนซัส) และกระเป๋าของเราก็หายอย่างที่เราพยายามพวกเขาในสนามบินที่มินิอาโปลิส เราเข้าไปกรอกแบบฟอร์ม แจ้งกระเป๋าหาย เจ้าหน้าที่ของสายการบินถามเราว่า ทำไมเราไม่ตามหากระเป๋าตั้งแต่ในเมืองมินิอาโปลิส

ลองนึกถึงอาการของเราดูนะค