A-Club

Captain Vorpatril's Alliance // Lois McMaster Bujold

posted on 02 Nov 2012 13:05 by maxtreme in A-Club, Non-Romance directory Fiction

นี่เป็นหนึ่งในหนังสือที่เรารอคอยอยากอ่านมาพักใหญ่ ๆ แล้วล่ะค่ะ โชคเป็นของเราที่ไม่ต้องรอนาน ไม่ใช่อะไรหรอกนะคะ เป็นเพราะเราเริ่มต้นอ่านหนังสือชุดนี้ล้าหลังจากคนอื่นมากมาย ก็เลยได้เปรียบตรงที่กว่าจะเริ่มอ่าน เรื่องในชุดนี้ออกมาหลายเล่ม ทำให้เราอ่านได้อย่างต่อเนื่องไม่ต้องขัดใจ

เล่มนี้มีความพิเศษจากเล่มอื่น ๆ ตรงที่คนที่เล่าเรื่อง และโฟกัสของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ตัวละครหลักของชุดอย่างไมลส์ วอร์คอซิกัน หากแต่เป็นอิวาน วอร์แพทริล ญาติผู้พี่ซึ่งมีอายุใกล้เคียงกัน และถูกเปรียบเทียบกับไมลส์ตลอดชีวิตของคนทั้งสอง 

สำหรับคนที่อ่านเรื่องชุดนี้ อิวานเป็นคาแร็คเตอร์ที่น่าสนใจค่ะ ในทางนึงคนแต่งสามารถสร้างอิวานให้เป็นศัตรูคนสำคัญของไมลส์ได้ จากการที่คนสองคนถูกเปรียบเทียบกันมาตลอดชีวิต อิวานคือสิ่งที่ไมลส์ควรจะเป็น หากมารดาของเขาไม่ได้ถูกสารพิษขณะตั้งท้องของเขา และนั่นทำให้อิวาน และไมลส์แตกต่างกันราวกับฟ้าและดิน 

ในแง่รูปลักษณ์ ในขณะที่ไมลส์มีร่างกายพิกลพิการ กระดูกเปราะบางเพราะสารพิษที่ได้รับตั้งแต่ยังไม่เกิด อิวานคือชายชาตรีสมกับวงค์ตระกูลวอร์ ซึ่งเป็นนักรบ อิวานสอบเข้าโรงเรียนทหารได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่ไมลส์สอบตก (เพราะสภาพร่างกาย) แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นได้ชัดว่า ในแง่ของสติปัญญา ไมลส์เหนือกว่าญาติผู้พี่ของเขา และชีวิต (และเรื่องราวในเรื่องชุดนี้) สำหรับไมลส์ก็คือ การเอาชนะข้อจำกัดทางด้านร่างกาย เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เขาเหมาะสมที่จะเป็นคนในวงค์ตระกูลวอร์ (คอซิกัน) มากขนาดไหน

ขณะที่ไมลส์ใช้ชีวิตมุ่งมั่นกับความสำเร็จ ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการยอมรับ อิวาน วอร์แพทริลทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม สำหรับคนที่อ่านเรื่องชุดนี้ อิวานเป็นเหมือนตัวตลก สร้างเสียงหัวเราะและความขบขัน เขาคือด้านตรงกันข้ามกับไมลส์ หรือถ้าพูดให้ถูก เขาไม่ได้ใช้ศักยภาพของตัวเองที่มี รูปลักษณ์แข็งแรงงดงาม ถูกใช้ไปกับการจีบสาว และผ่อนคลาย ในฐานะของทายาทลำดับต้น ๆ ของราชบัลลังค์แห่งดาวบาร์รายาร์ อิวานใช้ชีวิตจนทำให้ผู้คิดทรยศทั้งหลายไม่แม้แต่จะคิดเอาเขาเป็นสัญลักษณ์ ในการล้มล้างอำนาจ นั่นเพราะทุกคนรู้กันอยู่ว่า อิวาน วอร์แพทริลไม่มีอะไรเลย (ในสมอง) ก็แค่ชายหนุ่มหน้าตาดี ที่มีชาติตระกูลสูง แต่ทำตัวไร้สาระไปวัน ๆ

แต่นั่นคือ ตัวตนของเขาจริงแน่เหรอ

ในนิยายของหลุยส์ แม็คมาสเตอร์ บูโจลด์ ไม่เคยมีอะไรเป็นอย่างที่ตาเห็น และแน่นอนว่า อิวาน วอร์แพทริลก็ไม่ใช่อย่างที่ตาเห็น 

 

 Captain Vorpatril's Alliance ของหลุยส์ แม็คมาสเตอร์ บูโจลด์

เรื่องนี้ถ้านับตามเหตุการณ์ในเรื่อง (ไม่ใช่ลำดับการเขียนนะคะ) น่าจะถือว่าเป็นเล่มที่สิบเอ็ดในชุด (เหตุการณ์ต่อจาก Diplomatic Immunity)  แต่เล่มนี้มีความแตกต่างตรงที่โฟกัสเรื่องราวได้เปลี่ยนจากคนในตระกูลวอร์คอ ซิกัน (แอรัล/คอร์ดีเลีย และไมลส์) ไปที่อิวาน วอร์แพทริลญาติผู้อยู่ภายใต้เงามืดของไมลส์ วอร์คอซิกันมาตลอดชีวิต

ในเล่มก่อนหน้า (สำหรับเราตั้งแต่เรื่อง Mirror Dance เป็นต้นมา) คนอ่านเริ่มได้เห็นอีกด้านนึงของอิวาน และน่าจะพอรู้สึกกันบ้างว่า จริง ๆ แล้วมีอะไรภายใต้ฉากหน้าที่ดูเหมือนจะไร้สาระของอิวาน ซึ่งในเล่มนี้ก็เป็นการยืนยันความคิดของเรานะคะ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากขนาดนั้น 

เพราะอิวานก็คืออิวาน เขาไม่ได้กลายเป็นอัจฉริยะ หรือกลายเป็นไมลส์ วอร์คอซิกันชั่วข้ามคืน เพียงเพราะเล่มนี้เป็นเรื่องที่เขาเป็นตัวเอก ดังนั้นสบายใจได้นะคะ คาแร็คเตอร์ทุกอย่างของเขาที่คนอ่านชื่นชอบ (และทำให้หัวเราะ) ก็ยังมีอยู่ครบถ้วน  เพียงแต่ในเล่มนี้พิเศษมากขึ้นไปอีกตรงที่เราได้เข้าไปเห็นกระบวนการความคิด ของเขา และรู้ที่มาที่ไปของข้อสรุปที่เขาเลือกกระทำ

ในส่วนของพล็อต คงต้องบอกว่า อย่าคาดหวังเรื่องราวชีวิตหนัก ๆ หรือการเล่นเกมส์ซ่อนกลกันในเรื่องที่ไมลส์เป็นตัวเอกนะคะ ส่วนหนึ่งเพราะนั่นไม่ใช่คาแร็คเตอร์ของอิวาน ไม่ใช่ตัวตนที่เขาเป็น เล่มนี้มีความคล้ายคลึงกับเรื่อง A Civil Affair มากกว่าค่ะ เรื่องราวที่อ่านไปแล้วนึกว่าเป็นโรแมนซ์ด้วยซ้ำ (หรืออาจจะบอกว่า ดีกว่าโรแมนซ์ซะอีก) ซึ่งก็เช่นเดียวกัน เรื่องราวแบบนี้เหมาะสมกับความเป็นอิวานอย่างยิ่ง 

เช่นเดียวกับไมลส์ อิวานได้พบกับคู่ชีวิตของเขาบนดาวโคมาร์ ดาวที่ถูกปกครองโดยบาร์รายาร์ อิวานเดินทางมาที่ดวงแห่งนี้เนื่องจากทำงานเป็นผู้ติดตามท่านนายพลใหญ่ ซึ่งมีภารกิจมาเยี่ยมเยียนที่นี่พอดี และนั่นทำให้เขาอยู่ถูกที่ถูกทาง (หรือจะใช้คำว่าผิดที่ผิดทางดี) เป็นตัวช่วยที่เหมาะสมสำหรับไบยาร์ลี หนึ่งในญาติ (ที่ห่างกันมาก ๆ ) และสายลับแห่งบาร์รายาร์ ไบต้องการความช่วยเหลือจากอิวาน ด้วยการให้เขาทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด นั่นก็คือ ตามจีบให้สาวเจ้าตกลงยอมพาอิวานกลับไปยังทีพัก

แต่แน่ล่ะว่า ไม่มีอะไรง่าย เมื่อหญิงสาวคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา และ "การจีบ" ของอิวานก็ให้ผลในทางตรงกันข้าม เมื่อเขาถูกเข้าใจผิดว่า เป็นมือสังหารที่ถูกส่งมาตามล่าเธอ และในการพบกันครั้งแรก อิวานก็โดนยิงให้สลบ จับมัดไว้กับเก้าอี้ และกลายเป็นพยานพบเห็นความพยายามลักพาตัว ทั้งหมดนั่นทำให้เขาไม่มีทางเลือก นอกจากพาสาวเจ้ากลับไปหลบภัยที่บ้านพักชั่วคราวของเขา

สาวคนนี้มีนามว่า ทัช และเธอไม่ใช่คนแห่งดาวโคมาร์ เธอมาจากดินแดนที่ไกลกว่านั้น แต่ไม่ใช่สถานที่แปลกถิ่นสำหรับอิวานเท่าไหร (ในเมื่อญาติของเขาได้ไปลุยดาวแห่งนี้มาหลายรอบแล้ว) ทัชเป็นลูกสาวของบารอนในอาณาจักรที่นับถือเงินเป็นพระเจ้าแห่งดาวแจ๊คสันโฮล ซึ่งเมื่อพ่อและแม่ของเธอถูกล้มล้าง ทัชและพี่เลี้ยงหลบหนีออกมาตามแผนที่วางกันไว้นานแล้ว แต่บางอย่างผิดพลาด และตอนนี้เธอติดกับอยู่ที่โคมาร์ ไม่อาจเดินทางไปที่ดาวเอสโคบาร์ตามที่วางแผนได้

ถ้านั่นยุ่งไม่พอ ศัตรูก็กำลังตามติดเพื่อจับตัวเธอกลับไป เพื่อข้อมูลสำคัญที่หญิงสาวรับรู้ และคนที่อยู่ตรงกลางในเรื่องยุ่งยากทั้งหมดก็คือ อิวาน วอร์แพทริล

เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ความฉลาดล้ำลึกทางกลยุทธ์ เพราะเห็นได้ชัดว่าอิวานไม่ใช่ไมลส์ สิ่งที่เห็นก็คือสิ่งที่เป็นตัวตนของเขา แต่อิวานไม่ได้มีแต่เปลือกนอกที่เป็นหน้าตาที่หล่อเหลา เขามีสาระอันเป็นแก่นสารของตัวเอง เพียงแต่เขาไม่ใช่ไมลส์ (และเราก็ไม่ได้คาดหวังให้เขาเป็น) และในเล่มนี้เมื่อเราได้เข้าไปอยู่ในหัวของเขาเต็มที่ เราก็ได้เห็นมุมมองในสิ่งที่คนอื่นเห็น และมันก็ยืนยันว่า เขามีอะไรมากกว่าที่คนอื่นคาดการณ์ไว้

นี่คือ ความคิดของเขาต่อความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุด ความสามารถในการจีบสาว ซึ่งตลอดทั้งเรื่องไมลส์อิจฉาอิวานในเรื่องนี้มาก

"Not that his reputation for success with women was undeserved, but it was due to brains, not luck and steady allegiance to a few simple rules. The first rule was to go to places where lots of women already in the mood for company had congregated -  parties, dances, bars. Although not weddings, because those tended to put the wrong sorts of thoughts into their heads. Next, try likely prospects till you hit one who smiled back. Next, be amusing, perhaps in a slightly risque but tasteful way, until she laughed. Extra points if the laughter was genuine. Continue ad lib from there. A 10:1 ratio of trials to hits was not a problem as long as the original pool contained ten or more prospects to start with. It was simple statistics, as he'd tried to explain to his cousin Miles on more than one occusion."

แค่บทที่สองก็สื่อตัวตนของอิวานได้ชัดเจนอย่างยิ่งแล้วล่ะค่ะ เขาเป็นอย่างที่เราเห็น แต่เขาก็ไม่ใช่อย่างที่เราคิด (ในตอนแรก) อิวานแค่แตกต่าง เขาเลือกใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ และมีความสุข ไม่มีอะไรเสียหายกับการที่ไม่ใช่คนทะเยอทะยาน และทุ่มเททุกอย่างเพื่อความสำเร็จ

พระเอกของเรื่องเป็นจุดเด่น และขอบอกว่า ทำให้เราอ่านไปยิ้มไป มีความสุขมาก แม็กซ์พูดกะเพื่อนหลายคน หลายครั้งในขณะที่อ่านหนังสือเรื่องนี้ก็คือ "เรามีความสุขในชีวิตมากเวลาอ่านเล่มนี้" เพราะเนื้อเรื่องที่น่ารัก คาแร็คเตอร์ที่น่ารัก ในแง่นึงสำหรับคนที่ติดตามอ่านเรื่องชุดนี้ และอาจจะทึ่งไปกับความเก่งกาจของไมลส์ เราไม่แน่ใจว่าจะผิดหวังไหมนะคะ เราเองก็เป็นคนนึงที่ชอบไมลส์มาก แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะเรายอมรับได้ว่า อิวานไม่ใช่ไมลส์ และเขาจะไม่เลือกวิธีแก้ปัญหา หรือหาทางออกอย่างไมลส์ เขาก็เป็นแค่ตัวเขาเอง ซึ่งนั่นมากเพียงพอแล้วสำหรับเรา

อย่างที่พูดไปแล้วนะคะ พล็อตหนังสือเรื่องนี้ค่อนข้างเบา ออกแนวโรแมนซ์คอเมดี้เล็ก ๆ ซึ่งเป็นข้อดีค่ะ เพราะอ่านไปแล้วเหมือนอ่านหนังสือวันคริสต์มาสที่มีเนื้อหาให้น่าติดตาม ในขณะเดียวกันก็มีตัวละครที่เราชื่นชอบพาเหรดออกมาให้เจอหน้าจนหายคิดถึง

แน่นอนว่าไมลส์ต้องมีบท แต่ก็เข้าใจนะคะว่า ไมลส์โผล่เยอะไม่ได้ เพราะเจ้าหนูคนนี้มีนิสัยชอบขโมยซีน ดังนั้นเมื่อเล่มนี้เป็นเรื่องของอิวาน ไมลส์จึงโผล่มาเล็กน้อย จากนั้นก็ถูกส่งไปเยี่ยมท่านพ่อที่อีกดาวนึง

คนที่โดดเด่นในเล่มนี้ก็คือไซมอน อิลเลียน ที่หลังจากเรื่อง Memory ถูกคนแต่งใจร้ายยำไปอาการหนัก เล่มนี้มีเรื่องราวของเขาให้อ่านอย่างหายคิดถึงเลยนะคะ แล้วก็ฮามากตอนที่ (สปอยล์) อิ วานสรุปให้เกรเกอร์ฟังว่า ที่เกิดเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะอิลเลียนว่างเกินเหตุ เลดี้อลิสออกไปช่วยงานจักรพรรดินี ทำให้เขาเหงาอยู่บ้านคนเดียว ก็เลยฟุ้งซ่านซะเยอะควรจะหาอะไรให้อิลเลียนทำได้แล้ว เพราะตอนนี้อาการป่วยของเขาดีขึ้นแล้ว

พูดถึงพระเอกซะเยอะนะคะ นางเอกก็ไม่ได้ด้อยกว่ามากมายนะคะ เพียงแต่ถ้าใครคาดหวังว่า หญิงสาวที่มาจากตระกูลที่ทรงอำนางแห่งแจ๊คสันโฮล ทัชไม่ได้เป็นแบบนั้น เธอแตกต่างจากพ่อแม่และพี่น้อง แต่นั่นก็ทำให้เธอเหมาะสมกับอิวาน ทางนึงเธอเข้าใจหลักการ "ต่อรอง" ของแจ๊คสันโฮล แต่อีกด้านนึงเธอก็ไม่ได้เหมาะกับชีวิตแบบนั้น ทัชไม่ทะเยอะทะยานมากพอ (คุ้น ๆ ไหมคะว่า เธอนิสัยเหมือนใคร)

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แฟนหนังสือชุดนี้ไม่ควรพลาด เราไม่แน่ใจเท่าไหรสำหรับคนที่เริ่มต้นอ่านชุดนี้ที่เรื่องนี้เป็นเล่มแรก ค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะแม้เล่มนี้จะค่อนข้างเป็นอิสระจากพล็อตของเล่มก่อนหน้า แต่ก็มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต ชนิดที่ ถ้าคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเรื่องชุดนี้ จะต้องนึกออก ซึ่งตรงนี้แหละคือความสนุก แต่สำหรับนักอ่านหน้าใหม่ อาจจะไม่ถึงกับทำให้งง แต่ก็จะไม่เก็ตมุขเล็ก ๆ พวกนี้ (เช่นฉากการพังทลายของ ImpSec)

กระนั้น เราลองนึกนะคะ สำหรับคนที่ไม่รู้เลยว่า อิวานคือใคร ก่อนที่จะเริ่มอ่านเล่มนี้ ก็อาจจะขำมากกว่าที่เราขำก็ได้ค่ะ เพราะสำหรับเราที่ตามอ่านเรื่องชุดนี้ เรารู้ถึงความสำคัญของอิวาน แต่ในเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงในตอนต้นเรื่อง และทัชก็ไม่รู้ ดังนั้นเมื่อเธอประจักษ์ว่า "สามี" ของเธอคือใครกันแน่ คนที่ไม่รู้มาก่อน อาจจะสนุกกะมันมากกว่าคนที่รู้อยู่แล้วก็ได้ค่ะ

สรุปว่า ชอบมาก ๆ ค่ะ ชอบโทนของเรื่อง ชอบที่คนแต่งคงรักษาตัวตนของอิวานเอาไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เรามองเห็นเขาในด้านลึกมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ

คะแนนที่ 87

Almost a Scandal // Elizabeth Essex

posted on 26 Sep 2012 13:27 by maxtreme in A-Club, Historical directory Fiction

จริง ๆ เราได้ ARC ของเรื่องนี้มานะคะ แต่เมื่อเห็นพล็อตก็ไม่ได้เกิดความรู้สึกว่าอยากอ่านขึ้นมาแต่อย่างไร ก็เลยรอจนกระทั่งหนังสือออก (ซึ่งเป็นนิสัยไม่ดีนะคะ สำหรับคนที่ได้ ARC มา ควรจะรีบอ่าน หรือไม่ก็เอา ARC ให้คนอื่นเขาอ่านดีกว่า เพราะวัตถุประสงค์ของ ARC ก็คือการกระจายข่าวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น ถ้าได้มาเก็บไว้เฉย ๆ เป็นการเสียของค่ะ โดยเฉพาะเมื่อคิดว่าต้นทุนของหนังสือแบบนี้ค่อนข้างแพง)

เราเคยอ่านงานของอลิซาเบ็ธ แอสเสกซ์มาแล้วเล่มนึงค่ะ ซึ่งเป็นเล่มแรกที่เธอเขียนด้วย แล้วก็ประทับใจมาก ๆ แม้จะรู้สึกว่า เธอใช้ภาษาที่ค่อนข้างอ่านยากในระดับนึง (ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลนึงที่เราลังเลไม่หยิบงานเล่มถัด ๆ มาของเธอมาอ่านสักที ทั้งที่ชอบเล่มแรกเยอะนะคะ) 

ที่เขียนมาทั้งหมดก็เพื่อจะสื่อว่า ไม่ได้คาดหวังอะไรกะเล่มนี้มากนัก แต่ก็เหมือนโดนหมัดน็อคไปเลยค่ะ เพราะเรื่องนี้โดนเราเข้าไปแบบเต็ม ๆ 

 

 

Almost a Scandal ของอลิซาเบ็ธ แอสเสกซ์

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด The Reckless Brides แต่ดูเนื้อเรื่องของเล่มสองแล้ว ก็คงต้องบอกว่า ไม่ได้ถึงกับเกี่ยวข้องกันมานัก เพราะพระเอกเล่มสองในเล่มนี้เพิ่งเป็นเด็กชายอายุสิบสองสิบสามปีเท่านั้นเอง เป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนของนางเอก

แซลลี เค้นท์เกิดมาในตระกูลที่รับใช้ประเทศด้วยการเป็นทหารเรือมาตลอด ดังนั้นเมื่อริชาร์ด น้องชายคนเล็กหนีทหาร ไม่ยอมไปรายงานตัวบทเรือรบตามที่ถูกกำหนดไว้ แซลลีตัดสินใจทำเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด เธอปลอมตัวเป็นริชาร์ด และสวมบทบาทแทนที่ของน้องชาย 

ด้วยวัยเพียงยี่สิบสี่ปี เดวิด โคลเยียร์ก้าวหน้าในราชการทหารโดยปัจจุบันเขาเป็นถึงต้นหนประจำการบนเรือรบ ภาระที่มีความรับผิดชอบอย่างสูง แต่ด้วยความเป็นเพื่อนกับพี่น้องตระกูลเค้นท์ เขาปลีกเวลาจากหน้าที่ออกไปตามหาตัวริชาร์ด น้องชายคนเล็กที่ควรจะมารายงานตัว แต่กลับมาช้า นั่นทำให้โคลไม่ค่อยพอใจนัก ยิ่งเมื่อรวมกับข้อมูลจากจดหมายที่เขาได้รับจากเพื่อน (ซึ่งเป็นพี่ชายของริชาร์ดเอง) เกี่ยวกับความไม่เอาไหนของริชาร์ด โคลก็ยิ่งตั้งแง่กับเด็กชายคนนี้ตั้งแต่ยังไม่ได้พบกันด้วยซ้ำ

แต่เมื่อได้เจอตัวจริง ริชาร์ด เค้นท์ไม่เหมือนอย่างที่จดหมายบรรยายเอาไว้ เด็กชายคนนี้เชียวชาญและรู้เรื่องเกี่ยวกับการเดินเรือยิ่งกว่าทหารที่มีประสบการณ์หลายคนเสียอีก เค้นท์คล่องแคล่ว เก่งกาจ และแสดงความเป็นผู้นำตั้งแต่เมื่อแรกมาถึงบนเรือ ซึ่งนั่นทำให้โคลแปลกใจมากที่เด็กชายช่างไม่เหมือนกับที่พี่ชายเล่าให้เขาฟังเอาเสียเลย

จนกระทั่งโคลจับได้ว่า ริชาร์ด เค้นท์ ไม่ใช่ริชาร์ด เค้นท์ จริง ๆ แล้วเขาไม่ใช่ผู้ชายด้วยซ้ำ หากแต่เป็นแซลลี น้องสาวของเพื่อน คนที่โคลเองก็แอบมีใจให้อยู่พักใหญ่แล้ว แต่การรู้ความจริงก็เกิดขึ้นเมื่อเรือถอนสมอ มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะส่งตัวหญิงสาวกลับขึ้นบนฝั่ง และเมื่อโคลตัดสินใจเผชิญหน้า แซลลีก็ขอร้องให้เขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับต่อ เพราะนี่คือชีวิตที่หญิงสาวแสวงหามานาน

การเป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวนายทหารเรือไม่ใช่สิ่งง่าย โดยเฉพาะเมื่อสิ่งเดียวที่แซลลีต้องการ และทำได้ดีก็คือการเดินเรือ แต่เพราะความเป็นผู้หญิง เธอถูกคาดหวังว่าจะต้องรอคอยอยู่บ้าน บทบาทที่แซลลีทำมาตลอดหลายปี แต่เมื่อมีโอกาส แม้เธอจะอ้างว่า ทำเพื่อรักษาเกียรติของครอบครัวเองไว้ แต่เธอสนุกกับชีวิตบนเรือ  ในที่สุดแซลลีก็ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง โชคร้ายที่มันเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับเพศของเธอ

เป็นแบบนี้ทุกครั้งนะคะที่เขียนถึงหนังสือที่เราชอบมาก ๆ เราไม่รู้ว่า ควรจะพูดถึงจุดไหนที่เราชอบในเรื่องนี้ก่อน เพราะทุกอย่างที่เราได้อ่านจากเล่มนี้ล้วนถูกใจเรามาก

เริ่มจากคาแร็คเตอร์ของพระเอกและนางเอก เรารู้สึกถึงความสมจริงในตัวตนของพวกเขา  ทั้งแซลลี และโคลเป็นคนธรรมดา (ในความหมายของสถานะของพวกเขาที่ไม่ใช่พวกผู้มีบรรดาศักดิ์ และทำอาชีพที่ไม่ได้โดดเด่นเป็นพิเศษ)  ที่แสดงด้านที่ไม่ธรรมดาของพวกเขาให้คนอ่านได้เห็น จะมีหนังสือสักกี่เล่มคะที่เล่าเรื่องราวการเดินเรือ (อย่างละเอียดด้วยนะ) แล้วไม่ทำให้เรารู้สึกเบื่อแม้แต่วินาทีเดียว การที่คนแต่งผูกเอาความรักในการเดินเรือของตัวละครเข้าไปในเรื่องราว ทำให้คนอ่านอย่างเรารับรู้ถึงความรักนั้นไปด้วย และสามารถอ่านได้โดยไม่รู้สึกว่า ยืดเยื้อ หรือไม่น่าสนใจ นั่นเพราะเจ้าสิ่งนี้คือสิ่งที่ตัวละครสนใจ และเราจดจ่ออยู่ที่ตัวละครเหล่านี้ เราในฐานะคนอ่านก็เลยจดจ่อทำความเข้าใจในสิ่งที่พวกเขาทำไปด้วย

นี่ไม่ใช่หนังสือเล่มแรกที่เอาพล็อตการปลอมตัวเป็นผู้ชายของนางเอกมาใช้ แต่เราก็ยังรู้สึกถึงความสดใหม่ และแตกต่าง แซลลีไม่ใช่นางเอกสาวแสนสวยดื้อรั้น เธอเป็นลูกสาวที่หน้าตาเหมือนคนในตระกูลเค้นท์ (ที่ไม่ได้บรรยายว่าสวยเลิศเลอ) เธอทำให้คนเชื่อว่า ตัวเองเป็นผู้ชายได้ เพราะความสามารถในการเดินเรือของเธอ ความสามารถที่คนส่วนใหญ่ไม่คิดว่า ผู้หญิงจะมีกัน นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่คนไม่สงสัย ซึ่ง (สปอยล์) จริง ๆ แล้วความลับของแซลลีก็ไม่ใช่ความลับสักเท่าไหรนักหรอกนะคะ เมื่อตอนท้ายเรื่องกัปตันเองก็ออกมาเปิดเผยว่าดูออกตั้งแต่ต้น เพียงแต่ไม่พูดออกมาเท่านั้นเอง ยิ่งทำให้เรื่องดูมีความน่าเชื่อ

นางเอกเป็นโฟกัสของเรื่อง และเธอก็ได้ใจเราไปเต็ม ๆ ขอบอกว่าชอบเธอมาก ๆ คนแต่งเขียนได้ลงตัวระหว่างการแสดงความเก่งของนางเอก กับความกล้าแบบเกินเหตุ ในเรื่องแซลลีต้องจัดการทหารที่ออกแนวนักเลงวางท่า ข่มขู่ทหารใหม่คนอื่น ๆ (ซึ่งอายุของทหารใหม่ส่วนใหญ่มักจะไม่ถึงสิบห้าปีด้วยซ้ำ ทำให้เพื่อน ๆ ของนางเอกในเรื่องเป็นเด็กชายวัยกระเตาะ) ซึ่งวิธีการจัดการของเธอแต่ละอย่างก็ล้วนอ่านแล้วสนุก ที่สำคัญ การกระทำของเธอไม่เกินขอบเขตความโง่สมควรตาย (นั่นคือ นางเอกคิดก่อนที่จะทำอะไรเสมอ แม้หลายครั้งจะเสี่ยงไปบ้าง แต่ก็เกิดจากการประเมินสถานการณ์แล้ว)

นี่เป็นหนังสือที่แสดงให้คนอ่านเห็นถึงความสามารถของนางเอก ไม่ใช่การพร่ำบอกคนอ่านว่า นางเอกเก่งแบบนั้น แบบนี้ เล่มนี้อ่านแล้วเชื่อหมดใจค่ะว่า เก่งจริง 

นางเอกได้ใจไปแล้วคนนึง ก็มาถึงพระเอก นี่เป็นหนังสือที่โฟกัสไม่ได้อยู่ที่พระเอกมากนัก เพราะเล่าเรื่องชีวิตการเป็นทหารใหม่ของนางเอกไปซะเยอะ แต่ทุกครั้งที่พระเอกโผล่มา ก็แบบกรี๊ดสลบมาก ไม่เคยคิดนะคะว่า จะอ่านหนังสือที่ต้นหนเท่ห์ได้ขนาดนี้ โรแมนซ์ส่วนใหญ่พระเอกก็ต้องเป็นกัปตันถึงจะสมราคา แต่นี่ไม่จำเป็นเลยค่ะ เรื่องไม่ได้เขียนให้คนอ่านรู้สึกว่า กัปตันไม่ได้เรื่องนะคะ กลับกันด้วยซ้ำ (ยิ่งเมื่อคิดว่า กัปตันคือพระเอกในหนังสืออีกเรื่องนึงที่คนแต่งเขียน) แต่ก็ยังทำให้โคลเท่ห์ได้ขนาดนี้ มาดนิ่ง ๆ การพูดที่ไม่ต้องใช้เสียงดัง (ซึ่งเราทำไม่เป็น) แต่สามารถทำให้คนทั้งเรือเงี่ยหูฟัง

นี่เป็นหนังสือที่เราอ่านด้วยความตั้งใจไปตลอดทั้งเรื่อง ทั้งที่โดยตัวเนื้อเรื่องเองแล้ว ก็เป็นเรื่องราวของชีวิตคนบนเรือรบธรรมดา ๆ 

เพื่อนของเราคนนึงบอกว่า อาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้เติมเต็มความปรารถนาของเราตอนที่อ่านหนังสือชุดออเบรย์-มาตูริน ของแพทริค โอเบรียน ที่เล่าเรื่องราวชีวิตบนเรือเช่นกัน แต่ไม่มีผู้หญิงให้เห็นสักคนในเรื่อง ซึ่งเราคิด ๆ ไป ก็อาจจะใช่นะคะ แต่คงต้องบอกว่า ตอนอ่านไม่ได้คิดถึงเรื่องชุดนี้เลยค่ะ ในสมองมีแต่คาแร็คเตอร์ในเรื่องนี้

ซึ่งไม่ใช่แค่พระเอกนางเอกที่น่าสนใจ ตัวประกอบ กระทั่งตัว (ที่เหมือนจะ) ร้ายในเรื่องก็น่าสนใจไม่น้อย เราชอบวิธีการสร้างตัวละครของคนแต่งที่ไม่ได้มีแค่มิติเดียว เราชอบวิธีการจัดการของนางเอกต่อคาแร็คเตอร์นี้มาก ๆ ขนาดที่ว่า เรารู้สึกว่า เรื่องให้เวลาน้อยเกินไปกับประเด็นนี้ด้วยซ้ำ 

ที่สำคัญที่สุดเราชอบพระเอกกับนางเอก ในความหมายที่ว่า สองคนนี้ยิ่งกว่าเหมาะสมกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องแนวพารานอมอลนะคะ ที่พระเอกนางเอกจะเป็นคู่แท้กันได้ เล่มนี้เรารู้สึกแบบนั้นจริง ๆ โคลยอมรับตัวตนของแซลลี่ ยิ่งไปกว่านั้น เขายอมรับความสามารถของเธอ 

เรื่องราวโรแมนซ์บนเรือรบ ทึ่คนในเรื่องเข้าใจว่า นางเอกเป็นผู้ชาย คือเสน่ห์อีกอย่างของเรื่องนี้  ทุกอย่างไม่อาจร้อนแรงด้วยการแสดงออกได้ นี่จึงเป็นความร้อนแรงเป็นเผาไหม้ภายใน การใช้สายตา กริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่แสดงต่อกัน การใช้คำพูด อ่านแล้วเราถอนหายใจหลายรอบค่ะ เรื่องนี้ไม่ได้ฮ็อตแบบมีเซ็กส์กราดเกลื่อนหรอกนะคะ โอกาสไม่อำนายมากนัก แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกข้างใน

เราชอบวิธีการเขียนบทสนทนาของคนแต่งที่ทำให้ตีความไปได้หลายอย่าง สำหรับคนในเรื่องที่ไม่รู้ว่า แซลลีคือผู้หญิง อ่านบทสนทนาระหว่างโคล และแซลลีแล้ว ก็จะไม่สงสัยถึงความนัยที่แฝงอยู่ แต่สำหรับคนอ่านก็จะรู้ว่าแท้จริงแล้ว หมายความว่ายังไง การที่พระเอกเรียกนางเอกว่า เค้นท์ตลอดทั้งเรื่อง เพราะเขารู้ว่า ริชาร์ดไม่ใช่ชื่อจริงของเธอ แต่ในขณะเดียวกันก็เรียกเธอว่าแซลลี่ไม่ได้

ช่วงท้ายเรื่องอ่อนลงไป แต่ก็นิดเดียวค่ะ เราไม่ค่อยชอบการแยกออกจากกันระหว่างโคล และแซลลีมากนัก (สปอยล์)  แล้วก็รู้สึกว่า ไม่ค่อยยุติธรรมต่อนางเอกเท่าไหร การที่เธอทำอะไรมากมาย แต่สุดท้ายความสำเร็จทุกอย่างอยู่ในนามของริชาร์ดน้องชาย แต่ก็เข้าใจว่า ทำไมเรื่องต้องออกมาเป็นนั้น อลิซาเบ็ธ แอสเสกซ์เขียนเรื่องที่มีพื้นฐานของความเป็นไปได้ หากเขียนเป็นอย่างอื่นก็คงดูไม่น่าเชื่อ

สำหรับคนที่ชอบเรื่อง The Iron Rose ในส่วนของการวางแผนการรบทางเรือ เล่มนี้มีอยู่นิดหน่อยนะคะ อาจจะไม่แยบคายซ้อนกลเท่า แต่ก็ถือว่าเขียนได้ดีมาก ๆ ในหนังสือโรแมนซ์แล้วล่ะ

ชอบเรื่องนี้มาก ๆ แต่เราไม่แน่ใจว่า เราสื่อความชอบของตัวเองออกมาได้ครบถ้วนรึเปล่า เพราะมันมีอะไรมากมายที่เราชอบ 

คะแนนที่ 87

Kiss of Steel // Bec McMaster

posted on 27 Aug 2012 18:47 by maxtreme in A-Club, Paranormal directory Fiction

แม็กซ์ขอเรียกหนังสือเรื่องนี้ว่า เล่มที่ทำลายการอ่านหนังสือในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาของเรา

ไม่ใช่เพราะมันเลวร้าย แย่มาก หรอกนะคะ แต่ลองนึกดูแล้วค่ะ เวลาได้อ่านหนังสือเล่มนึงที่ดีมาก ๆ ดีขนาดที่ไม่ยอมออกไปจากใจ คุณจะมีสมาธิอ่านหนังสือเล่มอื่นต่อได้ไหมคะ แม็กซ์พอทำได้นะคะ แต่หนังสือที่อ่านต่อจากเล่มนี้ (และอีกหลายเล่มต่อ ๆ มา) ดูราบเรียบ ไร้ความน่าสนใจไปซะงั้น เราไม่รู้ค่ะว่า เป็นเพราะหนังสือ (เล่มที่อ่านต่อ) ไม่สนุก หรือใจของเราไม่อาจรับอะไรเข้าไปเพิ่มเติมหลังจากอ่านเล่มนี้จบลงได้

แม็กซ์ได้เรื่องนี้มาจากงาน BEA เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนแล้วล่ะค่ะ เคยหยิบมาลูบคลำเตรียมอ่านแล้วรอบนึง แต่พอดูพล็อตก็ตัดสินใจวางลงไป เพราะไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร เรารู้สึกว่า นักเขียนเหมือนจะหยิบองค์ประกอบหลายอย่างมายำรวมกันไปหมด ทั้งสตีมพังค์, แวมไพร์, ประวัติศาสตร์ย้อนยุคที่แตกต่างไปจากที่เราเรียนรู้กัน เรารู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่ แล้วยังพล็อตที่นางเอกถูกตามล่าโดยคนร้าย แล้วพระเอกซึ่งเป็นศัตรูกับคนร้ายโผล่เข้ามาคุ้มครองเธอ 

ไม่มีอะไรใหม่ หรือน่าสนใจ แถมเล่มก็ค่อนข้างหนา เราก็เลยวางลงไป

จนกระทั่งมาช่วงอาทิตย์ก่อน อาจจะเพราะใกล้กำหนดวางแผงขายเล่มนี้แล้ว ก็เลยเริ่มมีข่าวคราวเกี่ยวกับเล่มนี้มากขึ้น แม็กซ์อ่านบลอกไปเจอบทสัมภาษณ์คนแต่ง เบค แม็คมาสเตอร์ จริง ๆ ในบทสัมภาษณ์ไม่มีอะไรมากมายนะคะ เป็นการถามถึงรสนิยมความชอบในการอ่านหนังสือของคนแต่ง 

แต่หลังจากอ่านบลอกนั้นจบ แม็กซ์ก็สนใจมากจนตามเข้าไปในเว็บไซด์ของเธอ เพื่อทำความรู้จักตัวนักเขียนมากขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่เราทำแบบนี้นะคะ เพราะสำหรับแม็กซ์ ทุกอย่างคือ หนังสือ ไม่ใช่ตัวคนเขียน เราพยายามไม่สนใจเรื่องส่วนตัวของคนแต่ง (เพราะบางครั้งรู้มากไป อาจจะทำให้เราไม่อยากอ่านหนังสือของเธอก็ได้) แต่เราสนใจคนแต่ง เพราะรู้สึกว่า เธอชอบนักเขียน หนังสือ และคาแร็คเตอร์แบบเดียวกับที่เราชอบ (ชนิดว่า เหมือนลอกกันมาเลยล่ะ)

นั่นมากพอที่จะทำให้ตัดสินใจหยิบหนังสือของเธอขึ้นมาอ่าน และเพียงแค่บทแรก เราก็แบบ... (บรรยายไม่ถูกไปเลย) 

เราไม่เคยคิดในแง่นี้นนะคะ การที่นักเขียนชอบหนังสือแบบที่คนอ่านชอบ จะทำให้เราชอบงานเขียนของเธอไปด้วย (เพราะนักเขียนที่เราชอบมากบางคน ไม่ได้อ่านโรแมนซ์ด้วยซ้ำ) แต่เคสนี้ทำให้เราเริ่มรู้สึกว่า นี่อาจจะเป็นวิธีเลือกนักเขียนหน้าใหม่ที่เรายังไม่เคยอ่านงานมาก่อนอีกทางนึง (และถ้าผลของมันเหมือนกับที่เรารู้สึกกับเล่มนี้ มันก็คงยอดเยี่ยมไปเลย)

 

 

Kiss of Steel ของเบ็ค แม็คมาสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด London Steampunk ซึ่งชื่อก็พอบอกแล้วนะคะว่า เป็นเรื่องแนวไหน และเกิดเหตุการณ์ขึ้นที่ไหน 

ตามที่เกริ่นไปเรื่องนี้เป็นการผสมผสานของเรื่องราวหลายแนว เหตุการณ์เป็นเรื่องย้อนยุคน่าจะประมาณยุควิคทอเรียน แต่ราชินีของอังกฤษในยุคนั้นไม่ใช่ราชินีวิคทอเรีย แต่เธอใช้ชื่อว่า ราชินีอเล็กซานดรา (ซึ่งเป็นชื่อต้นของเธอ แต่ตอนครองราชย์กลับเรื่องชื่อกลางมาใช้) และโลกในยุคนั้นไม่เหมือนกับที่เรารู้จักทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นประวัติศาสตร์ทางเลือก เมื่อเชื้่อไวรัสนำโรคร้าย แต่ในขณะเดียวกันก็กลับเป็นเสมือนของขวัญ เพราะใครที่ติดเชื้อนี้ จะมีอายุยืนยาว ไม่ป่วยด้วยโรคร้ายอื่นอีกเลย ข้อเสียเดียวก็คือ จะต้องดื่มเลือดเป็นอาหาร 

นี่เป็นการเอาเรื่องแวมไพร์มาดัดแปลงเล็กน้อย แต่ในเล่มนี้ไม่เรียกว่าแวมไพร์นะคะ แต่เรียกว่าบลูบลัด เพราะคนกลุ่มนี้ก็คือชนชั้นปกครองของประเทศ แวมไพร์จะหมายถึงมนุษย์ที่ติดเชื้อไวรัสระยะสุดท้าย จนไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีก เพื่อพวกเขาจะต้องถูกฆ่าก่อนกลายเป็นแวมไพร์ เพราะแวมไพร์สามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวง 

อังกฤษเป็นเพียงประเทศเดียวที่เหลืออยู่ที่่พวกบลูบลัดยังคงเป็นผู้ปกครอง ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปถูกเหล่ามนุษย์ลุกฮือขึ้นกำจัดจากอำนาจไปหมดแล้ว แต่บลูบลัดในอังกฤษมีข้อได้เปรียบ พวกเขามีราชินีหัวโขนที่เป็นมนุษย์นามว่าอเล็กซานดรา ซึ่งประชาชนรักใคร่ แม้สามีของเธอจะเป็นบลูบลัด และกุมอำนาจปกครองที่แท้จริง นอกจากนี้บลูบลัดยังเป็นเจ้าของเทคโนโลยีอาวุธจักรกลที่ใช้ควบคุมฝูงชน 

กระนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน บลูบลัดก็ยอมถอยจากสงครามกับกลุ่มชนในไวท์เชฟเพล ถิ่นฐานย่านของคนยากจน เมื่อหนึ่งในมนุษย์ที่ติดเชื้อ ซึ่งไม่ได้สืบเชื้อสายจากมาจากตระกูลสูง และมีชะตากรรมที่ต้องทำงานเป็นทาสให้กับพวกบลูบลัดหลบหนีออกไปซ่อนในไวท์เชฟเพล ในตอนแรกพวกบลูบลัดทำทุกหนทางในการตามล่า แต่เมื่อประชาชนในย่านนั้นลุกฮือขึ้นขับไล่ สัญญาสงบศึกอย่างไม่เป็นทางการก็เกิดขึ้น และมนุษย์ผู้ติดเชื้อ (ซึ่งจริง ๆ ก็ถือเป็นพวกบลูบลัด เพียงแต่ไม่อยู่ในอาณัติของพวกนั้น)  นามว่า เบลดก็กลายเป็นผู้ปกครองเขตไวท์เชฟเพลนับจากนั้น

เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดจะเป็นสิ่งที่คนอ่านได้จากการอ่านเล่มนี้ค่ะ คนแต่งไม่ได้ใช้วิธีเล่าแบ็คกราวด์ตั้งแต่ต้น แต่ค่อย ๆ เปิดเผยข้อมูลตามแต่ที่จำเป็น และนั่นทำให้เรานึกถึงสไตล์การเขียนเรื่องของนลินี ซิงห์มาก ข้อมูลที่เธอให้ในเรื่องพอดีมาก ไม่น้อยหรือเยอะเกิน 

เรื่องเริ่มต้นที่ฮอนอเรีย ทอดด์ ซึ่งกำลังเดินทางกลับจากสถานที่ทำงาน เธอเป็นครูสอนมารยาทในโรงเรียนของชนชั้นกลาง (ที่ส่งลูกสาวมาเรียกเพื่อหวังจะได้ถูกรับเข้าไปเป็นแหล่งเลือดให้กับพวกบลูบลัดซึ่งถือเป็นชนชั้นสูงในวงสังคม) โรงเรียนที่เธอทำงานอยู่ในเขตตัวเมืองลอนดอน แต่ฮอนอเรียอาศัยอยู่ในย่านไวท์เชฟเพลที่นอกจากจะเป็นย่านเดียวที่เธอมีเงินพอจะพักอาศัยได้ ยังเป็นที่เดียวที่เธอมั่นใจว่าปลอดภัยจากการถูกตามล่าโดยวิคเกอร์ หนึ่งในเจ็ดสมาชิกสภาแห่งดยุคที่ทำหน้าที่ปกครองอังกฤษ

ฮอนอเรียมีความลับสำคัญ ความลับที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้เลย พ่อของเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานให้กับวิคเกอร์  แต่บางอย่างเกิดขึ้น และตอนนี้ฮอนอเรีย และน้องชายน้องสาวของเธอต้องหนี รางวัลนำจับจำนวนสูงถูกเสนอ ทำให้เธอไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากหลบซ่อนในไวท์เชฟเพล ที่เดียวที่บลูบลัดไม่มีอำนาจควบคุม

แต่ไวท์เชพเพลก็เป็นอาณาจักรของเบลด เขาอาจจะเป็นบลูบลัด ไม่มีใครรู้ว่า เขาได้พร (หรืออาจจะเรียกว่าเชื้อโรค) นี้มาได้อย่างไร พวกชนชั้นสูงควบคุมการติดเชื้ออย่างเข้มงวด เฉพาะทายาทจากตระกูลสูงเท่านั้นที่จะได้รับพิธีให้กลายเป็นบลูบลัด การติดเชื้อโดยบังเอิญถูกควบคุม คนที่ตระกูลไม่สูงส่งพอ หากรอดตายจากการติดเชื้อ ก็จะกลายเป็นทหาร หรือนักล่าที่ทำงานให้กับพวกเขา แต่เบลดเป็นอิสระ มากไปกว่านั้น เขามีดินแดนเป็นของตัวเอง ดินแดนที่อาจจะไม่สวยงาม แต่เขาก็มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ย่านไวท์เชฟเพลปลอดภัยมากพอ ๆ กับตัวเมืองลอนดอน

ทว่าการที่ฮอนอเรียเข้ามาพักอาศัยในดินแดนของเขา นั่นหมายถึงเธอจะต้องจ่ายบางอย่าง เบลดไม่อาจทำตัวเป็นคนใจบุญได้ และเมื่อเขารู้ว่า เธอถูกต้องการตัวโดยวิคเกอร์ ซึ่งเป็นคนที่ทำให้เขาติดเชื้อไวรัสเมื่อห้าสิบปีก่อน ศัตรูคนสำคัญของเขาเอง เบลดก็คิดจะใช้ตัวหญิสาวเป็นเครื่องมือในการล่อให้วิคเกอร์มาติดกับ

เขาเรียกให้ฮอนอเรียมาพบ แต่หญิงสาวที่ปรากฎตรงหน้าไม่เหมือนใครที่เขาเคยรู้จักมาก่อน เธอไม่กลัวเขา และมีศักดิ์ศรีมากพอ แม้ในยามที่ตัวเองไม่มีอะไรมาต่อรอง อย่างไม่รู้ตัว เบลดพบว่าเขาต้องการปกป้องผู้หญิงคนนี้ และครอบครัวของเธอ

แม็กซ์ชอบการผสมผสานเรื่องโรแมนซ์ไปกับความซับซ้อนของโลกในเรื่อง คนแต่งไม่ได้ใช้วิธีบอกให้คนอ่านรับรู้ แต่เป็นการโชว์ให้เห็น แม็กซ์พบว่าตัวเองถูกดึงดูดเข้าไปในเนื้อเรื่อง มองเห็นฉากของเรื่องชัดเจนมาก ในเวลาเดียวกันแม็กซ์ก็หลงใหลไปกับตัวละครในเรื่อง

สำหรับหนังสือที่สร้างโลกในเรื่องด้วยกรอบขนาดนี้ เราคิดว่า การเขียนในส่วนของโรแมนซ์ทำได้ดีมาก เราชอบความ "หวาน" ระหว่างเบลด และฮอนอเรีย เขาอาจจะเป็นเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม แต่เพียงไม่นานคนอ่านก็ได้เห็นด้านที่อ่อนโยนของเขา ที่มีต่อ "ครอบครัว" และมอบให้กับฮอนอเรีย เช่นเดียวกับตัวละครอื่น ๆ ในเรื่อง แม็กซ์รู้สึกถึงการตกหลุมรักของเบลดที่มีต่อฮอนอเรีย ก่อนที่เขาจะยอมรับความรู้สึกนั้นกับตัวเองเสียอีก 

เล่มนี้โดดเด่นสำหรับเรา เพราะทำได้ดีมากทั้งในส่วนของพล็อต และคาแร็คเตอร์ ถึงแม้ว่า เราจะรู้สึกว่า มีหลายจุดที่ยังไม่ค่อยเคลียร์มากนัก เช่น (สปอยล์)  การที่บลูบลัดกลายเป็นแวมไพร์ เมื่อระดับเชื้อไวรัสในร่างกายของพวกเขาเพิ่มมากจนถึงขีดนึง จนเรียกว่าเกิดอาการเฟด รูปลักษณ์จะซูบซีดจนขาวโพลน ผมร่วง และควบคุมตัวเองไม่ได้อีกต่อไป จะเป็นอันตรายจนต้องกำจัดทันทีที่เริ่มมีอาการ ในเรื่องไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่า อะไรคือตัวกระตุ้นให้เกิดอาการนี้ ดูตามเรื่องแล้วไม่น่าจะเป็นเพราะอายุ ซึ่งอ่านจนจบก็ไม่ได้อธิบายเอาไว้ อย่างไรก็ตามนั่นไม่ค่อยสำคัญค่ะ เรารู้สึกว่า ได้ข้อมูลเพียงพอที่จะอ่านเล่มนี้ได้สนุก หวังว่าเล่มต่อ ๆ ไปในชุดจะมีความชัดเจนมากขึ้น

อีกจุดที่เราชอบก็คือ การเอาประวัติศาสตร์จริง ๆ มาผูกเข้าไปในเรื่อง แต่ดัดแปลงให้เข้ากับ "โลก" ที่สร้างขึ้น ศึกที่อังกฤษรบกับสก๊อตแลนด์ที่แทบจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวสก๊อตที่คัลโลเดน ก็ถูกดัดแปลงให้เป็นสงครามที่พวกบลูบลัดรบกับเผ่าหมาป่าแห่งสก๊อต เพราะหมาป่าเป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่สามารถฆ่าบลูบลัดได้ง่ายดายที่สุด หรือเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่แห่งลอนดอน ก็ถูกโทษว่า เป็นความผิดของ "แวมไพร์" ที่ออกอาลวาด จนมาถึงยุคปัจจุบัน (ในเรื่อง) บลูบลัดทำทุกอย่างเพื่อกำจัดแวมไพร์ให้หมดไป กระทั่งการปฏิวัติฝรั่งเศสก็ถูกเสริมว่า เกิดขึ้นเพราะมนุษย์ลุกฮือขึ้นมากำจัดบลูบลัด (ซึ่งเป็นชนชั้นขุนนาง และปกครองฝรั่งเศส) การล่าแม่มดของชาวสเปน ก็กลายเป็นการล่าบลูบลัด 

แล้วก็มาถึงส่วนความสัมพันธ์ เราชอบทั้งพระเอก และนางเอก ยอมรับนะคะว่า อ่านภาษาพูดของเบลดค่อนข้างยาก เพราะเขาพูดสำเนียงค็อกนีย์ (ค่อนข้างแน่ใจว่า คนแต่งได้แรงบันดาลใจมาจากเดเร็ค คราเวน)  ตัวเฮชเลยหายไป อ่านไปก็ต้องนึกไปว่า มันเป็นคำอะไรกันแน่ แต่ความไม่สมบูรณ์แบบของเบลดนี่แหละคือเสน่ห์ของเขา เขาเป็นพระเอกคนแรกเลยมั้งคะที่เวลาเผลอตัว จะพูดด้วยสำเนียงของชนชั้นสูง แต่ปกติจะพูดสำเนียงชาวบ้านเพราะสำหรับเบลดแล้ว ชนชั้นสูงคือผู้ร้าย

เราชอบการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเบลดและฮอนอเรียมาก ไม่ได้คาดหวังนะคะว่า จะหวานขนาดนี้ เราว่าคนแต่งเขียนคาแร็คเตอร์ของนางเอกได้ "พอดี" นั่นคือไม่ได้มากหรือน้อยเกิน เธอไม่ได้เก่งกาจเกินเหตุ แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ที่สำคัญไม่ได้ออกอาการดื้อสมควรตาย ส่วนพระเอก ไม่ต้องพูดถึงค่ะ  โดนใจไปซะทุกคุณสมบัติ ภูมิหลังที่เจ็บปวด แต่เขาก็ไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง ครอบครัวที่เขาสร้างจากผู้คนที่ถูกทอดทิ้ง เบลดโอบอุ้มและรับพวกเขาเข้ามาปกป้อง และเมื่อเขาได้เจอกับฮอนอเรีย เมื่อคิดถึงสิ่งที่เขาเผชิญ เบลดสามารถเป็นพระเอกแบบเย็นชาปิดกั้นตัวเอง แต่เขาเปิดใจกับนางเอกมาก โดยที่ไม่หวังอะไรตอบแทน นี่เป็นส่วนผสมที่แม็กซ์ไม่คิดว่า จะชอบนะคะ เราชอบพระเอกที่เจ้าเล่ห์เอาเปรียบนางเอกหน่อย ๆ แต่เบลดเป็นสุภาพบุรุษ แต่เหี้ยมกับคนอื่นไปในเวลาเดียวกัน (เลยบอกไงคะว่าเรื่องนี้หวานเกินความคาดคิด)

เราชอบคนร้ายในเรื่อง โดยเฉพาะ (สปอยล์) การที่เขายังไว้อาลัยพี่สาวของเบลดอยู่ ทำให้เขาดูมีมิติมากขึ้น  การอธิบายเหตุผลที่เขาเปลี่ยนเบลดเป็นบลูบลัดก็ดูสมจริง (สปอยล์) ทำเพราะทำได้ ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงมากมายเกินเหตุ ไม่ได้เกิดจากความแค้นพันปีอะไรกัน

คาแร็คเตอร์เดียวที่เรารู้สึกว่า ไม่คงเส้นคงวา ก็คงเป็นลีโอ บาร์รอนส์ ทายาทของดยุคแห่งเคนส์ (หนึ่งในสมาชิกสภาดยุคที่ทำหน้าที่ปกครองอังกฤษ) (สปอยล์) ที่แรกเริ่มเขาดูไม่ใยดีคำร้องขอความช่วยเหลือจากฮอนอเรียเลย ขับไล่เธอ แถมคนแต่งโชว์ให้เราเห็นความคิดของเขาในตอนนั้นด้วย ดูเขาไม่สนใจเธอมากนัก แต่การกระทำของเขาในช่วงหลังจากนั้น กลับตรงกันข้ามทุกอย่าง ขนาดว่าทำให้แววพระเอกออกมาเลยล่ะ

โลกในเรื่องไม่ถึงกับสร้างสรร มีเอกลักษณ์ คนที่อ่านเรื่อง The Iron Duke คงพอจะรู้สึกถึงความเหมือน โดยเฉพาะในส่วนของประวัติศาสตร์ทางเลือก เทคโนโลยีในเรื่องก็มีความคล้ายคลึงกัน เราไม่ได้บอกว่าลอกกันมานะคะ อาจจะเรียกได้ว่า ได้แรงบันดาลใจมา 

นอกจากคาแร็คเตอร์พระเอกนางเอกแล้ว บรรดาตัวประกอบทั้งหลายก็โดดเด่น "ครอบครัว" ของเบลดน่าสนใจ แม้จะไม่ได้มีแววพระเอกนางเอกเล่มหน้ากันทุกคน แต่พวกเขามีเรื่องราวเป็นของตัวเอง และเราก็สนใจอยากรู้ นี่ยังไม่นับพวกบลูบลัดชนชั้นปกครอง ที่ตอนท้ายเรื่อง (สปอยล์) ราชินีอเล็กซานดราแสดงอาการขบถเล็ก ๆ ด้วยการตั้งเบลดเป็นอัศวินเพื่อให้เขามีสิทธิท้าวิคเกอร์ดวลได้ ทำให้เราอยากรู้ว่า คนแต่งจะทำยังไงกะพล็อตนี้ต่อ เพราะน่าสนใจไม่น้อย

เล่มต่อไปจะเป็นเรื่องของวิล มือขวาของเบลดที่สืบเชื้อสายมาจากมนุษย์หมาป่า ไม่แน่ใจว่า เรื่องจะเขียนต่อเนื่องจากเหตุการณ์ในเล่มนี้เลยไหม แต่อยากให้ยืดเวลาออกไปหน่อยค่ะ เพราะทั้งวิลและนางเอกของเขาเด็กเหลือเกิน (สปอยล์) ใจจริงอยากให้วิลคู่กะคนอื่นนะคะ รู้สึกว่าน้องสาวของฮอนอเรียเด็กไปหน่อย แต่ต้องลองดูกันไปค่ะ

ช่วงท้ายเรื่องค่อนข้างสรุปห้วนไปเล็กน้อย (สปอยล์) เข้าใจว่า ระดับไวรัสในตัวเบลดลดลง และเขาคงจะไม่เข้าสู่อาการเฟดที่จะทำให้เขากลายเป็นแวมไพร์ในที่สุด แต่เราอยากให้พูดถึงประเด็นนี้มากกว่านี้หน่อย ทำให้คนอ่านสบายใจมากขึ้นได้ไหม

หลงใหลไปกับงานเขียนชิ้นแรกของเบ็ค แม็คมาสเตอร์มาก ๆ ค่ะ ไม่ได้พยายามหลอกตัวเองว่า เรื่องนี้สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่เล่มนี้มีมากพอจะทำให้เรามองข้ามข้อด้อยทั้งหมดของมันไปได้ 

คะแนนที่ 87

Eternal Beast // Laura Wright

posted on 15 Aug 2012 13:40 by maxtreme in A-Club, Paranormal directory Fiction

นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่เรารอคอยอ่านค่ะ ดังนั้นจึงเป็นโชคดีของเราอย่างมากที่ได้เล่มนี้มาในช่วงเวลาที่อาการเบื่อหนังสือของเรากำลังกำเริบ เพราะหลังจากอ่านเล่มนี้จบไป ความอยากอ่านหนังสือก็กลับมาเลยล่ะค่ะ แม็กซ์อ่านเล่มนี้ด้วยความรวดเร็ว และจบลงอย่างประทับใจ แม้จะต้องบอกว่า มีอะไรหลายอย่างที่ดูไม่ค่อยลงตัว แต่ความชอบเกือบทั้งหมดที่เรามีต่อเล่มนี้ก็คือ คาแร็คเตอร์ของพระเอกและนางเอก

 

 

Eternal Beast ของลอรา ไรท์

เรื่องนี้เป็นเล่มที่สี่ในชุด Mark of the Vampire และคงต้องบอกว่า ไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ดีในการอ่านเรื่องชุดนี้ค่ะ เพราะมีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นก่อนหน้า รวมทั้งความสัมพันธ์ของทั้งพระเอกและนางเอกที่รู้จักกัน มีปฏิกริยาต่อกันมาก่อนจะเริ่มต้นเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ทำให้คนที่ไม่ได้อ่านเล่มก่อนหน้ามาก่อนเลย คงจะออกอาการงง หรือถ้าไม่งง ก็อาจจะไม่เข้าใจความซับซ้อนในความสัมพันธ์ระหว่างเกรย์และดิลลอน ซึ่งมันซับซ้อนมาก

แบ็คกราวด์ของเรื่องชุดนี้ เราขอลอกที่เราเขียนไปในบลอกก่อนหน้าแล้วกันนะคะ 

คอนเซ็ปต์ของเรื่องชุดนี้ แวมไพร์ไม่เหมือนตำนานที่เราคุ้นเคย มนุษย์ก็อยู่ส่วนมนุษย์ แวมไพร์ก็เป็นเผ่าพันธุ์ของตัวเอง และสภาแวมไพร์มีนโยบายกีดกันทางเชื้อชาติ ไม่ต้องการให้มีการผสมข้ามเผ่าพันธุ์ นั่นคือ แวมไพร์ที่เป็นลูกผสมกับมนุษย์ หรือแวมไพร์ที่ถูกเปลี่ยนจากมนุษย์ ไม่ได้เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นแวมไพร์สายพันธุ์แท้ทั้งคู่ จะถูกกดลงเป็นพลเมืองชั้นสอง ถูกเรียกว่า อิมเพียว (แปลง่าย ๆ ก็คือ สายเลือดไม่บริสุทธิ์)  ที่นอกจากจะไม่มีสิทธิแล้วก็ฝ่ายชายยังถูกจับตอนเพื่อไม่ให้มีความรู้สึกทางเพศ จะได้ไม่มีลูกหลานสืบสายพันธุ์ที่ไม่บริสุทธิ์นี้ต่อไป

และเกรย์ โดโนฮิว พระเอกของเล่มนี้ก็คือ ก็คือลูกผสมระหว่างแวมไพร์สายพันธุ์ที่ไม่บริสุทธิ์นี้ แต่เขาถูกเลี้ยงดูโดยคิดว่า ตัวเองเป็นมนุษย์ การตามล่าทำให้เกิดไฟไหม้ และบิดาของเสียชีวิตลง เกรย์เสียสติไปกับความหวาดกลัว ก่อนที่จะได้พระเอกเล่มแรกในชุดช่วยจนกลับมาเป็นคนปกติอีกครั้ง

ถ้าจะเรียกว่าเขาปกติได้นะ นั่นเพราะเกรย์ต้องปรับตัวกับการมีชีวิตอีกครั้ง และกับความจริงที่ว่า เขาเป็นแวมไพร์ ทำให้จากคนไข้โรคจิต เกรย์กลายเป็นเพลย์บอยที่มั่วไปทั่ว แต่แล้วเขาก็ตกเป็นเหยื่อของสภาแวมไพร์ ที่ไล่จับแวมไพร์สายเลือดผสม แต่ก่อนที่จะถูกจับตอน เขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากแวมไพร์สาวที่เขาแอบปิ๊งมานานอย่างดิลลอน

ทั้งหมดที่เล่าไปเกิดขึ้นในเรื่องสั้น Eternal Blood ที่ออกขายเป็นอีบุ๊คอย่างเดียว และนี่เป็นปัญหาใหญ่ของคนที่อ่านเล่มนี้ค่ะ เราบอกเลยนะคะว่า ถ้าไม่ได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้แล้ว ก็คงจะยากในการทำความเข้าใจ หรือติดตามเรื่องราวต่อเนื่องต่อไปได้ (กระทั่งสำหรับคนที่อ่านสามเล่มแรกในชุด ถ้าไม่ได้อ่านเรื่องสั้น ก็ลำบากค่ะ) 

จากเหตุการณ์ในเรื่อง Eternal Blood เกรย์มีจุดมุ่งหมายในชีวิต เขากลายเป็นผู้นำในการต่อต้าน ความพยายามของเหล่าอิมเพียวในการเรียกร้องสิทธิให้เท่าเทียมกับแวมไพร์สายพันธุ์บริสุทธิ์ เขาได้พบความจริงว่า บิดาของเขาไม่ใช่มนุษย์ หากแต่เคยเป็นผู้นำการต่อสู้เช่นกัน จนกระทั่งถูกสภาแวมไพร์จับได้ และถูกจับตอนจนหมดความรู้สึกทางเพศ เกรย์ที่รอดมาได้ เพราะดิลลอนเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน ก็เห็นการกระทำอันโหดร้ายนั้นต่อหน้าต่อตา นั่นทำให้เขามีจุดมุ่งหมายในชีวิต ไม่ใช่แค่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ อีกต่อไป

แต่การกระทำของเขาก็นำมาซึ่งอันตรายใหญ่หลวง ความไม่พอใจในกลุ่มอิมเพียวที่ปะทุขึ้น ทำให้สภาแวมไพร์เร่งรีบในการตามหาผู้นำการต่อต้าน และถ้านั่นไม่ยุ่งยากมากพอ เกรย์ก็ยังเอาตัวเองเข้าไปพัวพันกับสิ่งมีชีวิตต้องห้ามอีกชนิดนึงในบัญชีรายชื่อของสภาแวมไพร์ที่ปฏิเสธทุกอย่างที่ไม่ใช่สายพันธุ์บริสุทธิ์

เหตุการณ์ในเล่มสามในชุด Eternal Captive ทำให้ความจริงปรากฎออกแล้วว่า มีแวมไพร์อีกกลุ่มนึงที่พิเศษเหนือแวมไพร์ธรรมดา พวกเขาเป็นสายพันธุ์บริสุทธิ์ แต่มีบางอย่างกลายพันธุ์ ทำให้พวกเขาสามารถแปลงร่างเป็นสัตว์ได้ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของลัทธิที่นิยามความบริสุทธิ์ทางสายเลือด เด็กที่แสดงลักษณะกลายพันธุ์เหล่านี้จะถูกฆ่าตั้งแต่เกิด ทว่าหนึ่งในสมาชิกสภาแวมไพร์ได้เก็บเด็กเหล่านั้นมาเลี้ยงดู ไม่ใช่เพราะความเมตตา แต่เพราะต้องการใช้งาน และเอาไว้เป็นหนูทดลองในการพัฒนาสายพันธุ์แวมไพร์ ซึ่งเมื่อความจริงปรากฎว่า บุคคลที่พวกเขาเรียกว่าเป็น "พ่อ" ไม่ได้รักใครพวกเขาอย่างที่เข้าใจ แวมไพร์พันธุ์ใหม่กลุ่มนี้จึงประกาศอิสรภาพ และแยกตัวเองออกมา กลายเป็นพันธมิตรแบบห่าง ๆ กับพี่น้องตระกูลโรมัน (พระเอกสามเล่มแรก) แวมไพร์ที่มองเห็นความจริงเกี่ยวกับการกดขี่ของสภาแวมไพร์ (และแยกตัวออกมาจากสังคมแวมไพร์เช่นกัน) 

บอกแล้วไงคะว่า ถ้าไม่ได้อ่านเล่มก่อนหน้า จะงงมาก ขนาดเราเล่าเองยังรู้สึกว่า เรื่องมันเยอะจังเลย ทั้งหมดนั่นเป็นแบ็คกราวด์เรื่องเองนะคะ ยังไม่ได้เข้าเรื่องในเล่มนี้ด้วยซ้ำ

นางเอกของเรื่อง ดิลลอนซึ่งเป็นคาแร็คเตอร์ที่ออกมาตั้งแต่เล่มแรก (เป็นเพื่อนของอเล็กซานเดอร์ พระเอกเล่มแรก และถูกขอให้มาคุ้มครองนางเอกเล่มแรก) หลังจากที่ถูกวุฒิสมาชิกซึ่งเธอทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดสั่งให้คนรุมทำร้าย ทำให้เธอไม่อาจคุ้มครองด้านที่เป็นสัตว์ป่าของตัวเองได้ และทำให้ความจริงเปิดเผยออกมาว่า แท้จริงแล้วดิลลอนก็เป็นหนึ่งในแวมไพร์สายพันธุ์พิเศษ แต่เธอหลบหนีจากการ "เลี้ยงดู" ของคนที่เหล่าพี่ ๆ ของเธอคิดว่าเป็นพ่อ ออกมาใช้ชีวิตตามลำพัง ปิดบังตัวตนที่แท้จริงของเธอเอาไว้เพื่อความอยู่รอด เพราะสภาแวมไพร์จะฆ่าทุกคนที่แตกต่าง ทว่าการถูกทำร้ายทำให้ดิลลอนไม่อาจควบคุมด้านสัตว์ป่าของเธอได้ และไม่อาจกลายร่างกลับมาเป็นแวมไพร์ตามเดิม ทางแก้เดียวที่หญิงสาวคิดออกก็คือ การฆ่าคนที่ออกคำสั่งให้เธอกลายเป็นแบบนี้ แต่การตามล่าวุฒิสมาชิก็ไม่เป็นผล เพราะเกรย์ได้ฆ่าชายคนนั้นเสียแล้ว เมื่อหมดบุคคลที่เป็นเป้าหมาย ดิลลอนก็คิดว่า ตัวเองหมดโอกาสที่จะกลับมาเป็นแวมไพร์ปกติอีกครั้ง

แต่แล้วการปรากฎตัวของเกรย์ (ซึ่งเขาวิ่งมาหาทุกครั้งที่ดิลลอนเรียก) สัมผัสของเขาทำให้เธอรู้สึกอะไรบางอย่าง ความรู้สึกที่ทำให้เธอเริ่มที่จะบังคับการกลายร่างของตัวเองได้ และนั่นทำให้ดิลลอนตัดสินใจว่า เกรย์คือทางออกเดียวของการกลับเป็นปกติ ซึ่งถ้านั่นหมายถึง การทำตามคำสั่งทุกอย่างของเกรย์ก็ตาม

สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านเล่มก่อนหน้า (โดยเฉพาะเรื่อง Eternal Blood) อาจจะไม่เข้าใจไดนามิคของความสัมพันธ์ระหว่างเกรย์และดิลลอน และอาจจะงงไปกับท่าทีของเกรย์ นั่นก็เพราะว่า เขาเจ็บเพราะดิลลอนมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งคู่อาจจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กันฉันท์ชู้สาว แต่ก็มีอะไรบางอย่างระหว่างกันเสมอ ในขณะที่เกรย์เปิดใจพร้อมจะอ้าแขนรับดิลลอน แต่เธอกลับวิ่งหนีทุกครั้งที่ความสัมพันธ์พัฒนาไปอีกขั้นนึง ดิลลอนไม่เคยอยู่เคียงข้างเกรย์ ทำให้ในเล่มนี้ เขาเริ่มจะตัดใจ และเลิกหวังกับความสัมพันธ์ในอนาคตกับเธอ

ส่วนที่ดีที่สุดของเรื่องก็คือปฏิกริยาทางเคมีระหว่างเกรย์และดิลลอน ไม่ใช่เซ็กส์นะคะ กว่าฉากเซ็กส์เป็นเต็ม ๆ จะโผล่เข้ามาในเรื่องก็เกินครึ่งเล่มไปแล้ว แต่ในระหว่างทาง บทสนทนา การมองตา การจับต้องระหว่างกัน ร้อนแรงมาก ๆ อ่านไปก็ต้องพักหายใจไปเป็นระยะ ๆ เรียกว่าหน้ากระดาษแทบไหม้เลยล่ะ

ในส่วนของพล็อต แม็กซ์ชอบประเด็นของเกรย์ค่ะ ในเรื่องการเป็นผู้นำฝ่ายต่อต้าน ชอบคาแร็คเตอร์แนวเป็นผู้นำแบบนี้มานานแล้ว และเกรย์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แต่ก็ต้องยอมรับว่า (สปอยล์) ตอนจบง่ายเกินเหตุ จนรู้สึกว่าเกรย์ไม่ได้โชว์ฝีมือ หรือความเป็นผู้นำเลย 

นี่เป็นอีกเล่มนึงที่นางเอกวิ่งหนีความรัก กลัวความผูกพัน เพราะอดีตอันเจ็บปวด ดิลลอนมีทัศนคติที่ไม่ยึดมั่นในอะไร เธอบอกเสมอว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเธอ ก็คือตัวเธอเอง ดังนั้นเธอจึงไม่เข้าใจแรงผลักดันที่เกรย์มีในการต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่มอิมเพียว แต่ (สปอยล์) ในท้ายที่สุดเธอก็ยืนหยัดต่อสู้ร่วมกับเขา ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ก็คือ สิ่งที่เธอมองว่าสำคัญที่สุด เหนือกว่าตัวเธอเองด้วยซ้ำ ก็คือ เกรย์ และถ้านี่คือสิ่งที่เขาต้องการ เธอก็จะต้องช่วยเขาทุกวิถีทาง เรากรี๊ดมากตอนที่ดิลลอนได้ข้อสรุปนี้

ไม่รู้ว่า เป็นเพราะพล็อตโฟกัสที่คาแร็คเตอร์เป็นหลักรึเปล่านะคะ เราเลยรู้สึกว่า ส่วนของพล็อตค่อนข้างหลวม มีหลายประเด็นที่คลี่คลายง่ายเกินเหตุ ตรรกะบางอย่างในการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูไม่สมจริง แต่ก็นะ สำหรับเรา ส่วนเหล่านั้นเป็นองค์ประกอบ  เราตกหลุมรักคาแร็คเตอร์ (ที่ไม่สมบูรณ์แบบ) อย่างเกรย์และดิลลอนไปแล้ว ก็เลยทำให้ส่วนที่เหลือดูไม่สำคัญเอาเสียเลย (แปลว่า แม้จะไม่ดีพร้อม แต่เราไม่สนใจ ชอบพระเอกนางเอกซะอย่าง)

เล่มนี้เปิดประเด็นอีกหลายเรื่องเพิ่มเติม หลายส่วนที่เรารู้สึกว่า ขัดกับตรรกะที่วางมาในเล่มแรก ๆ แต่ก็นะ ไม่ได้เป็นปัญหาอีกนั่นแหละ 

สรุปว่าคาแร็คเตอร์เป็นไฮไลท์ของเรื่อง

มีหลายช่วงนะคะที่ คนแต่งใช้เวลาไปกับคาแร็คเตอร์ในเล่มก่อนหน้า เปลืองไปกับเรื่องราวที่ดูเหมือนว่า จะไม่เกี่ยวกับพล็อตหลักในเรื่อง แต่เราก็มองว่าไม่ใช่ปัญหาอีกนั่นแหละ กลับชอบด้วยซ้ำ ได้เห็นพระเอกนางเอกเล่มก่อน ๆ ออกมามีบทบาท ซึ่งทำให้เห็นได้ชัดว่า เรากลายเป็นสาวกของหนังสือชุดนี้ไปแล้วแหละ (นึกถึงเรื่องชุด DH หรือ BDB ที่ทำแบบเดียวกัน แล้วเราก็ไม่บ่นสักนิดเดียว) 

อยากแนะนำให้อ่านเรื่องชุดนี้ค่ะ เพราะถ้าไม่ได้อ่านเรื่องชุดนี้มาเลย คงไม่สนุกกับการเริ่มต้นอ่านที่เล่มนี้เป็นแน่ และเราอยากให้อ่านเล่มนี้กันค่ะ 

ลอรา ไรท์ยิ่งเป็นนักเขียนที่ยิ่งเขียน เราก็ยิ่งชอบ หลังจากที่ชอบเล่มสาม (Eternal Captive) มากที่สุด ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาชอบเล่มนี้ ซึ่งเป็นเล่มที่สี่ และเล่มล่าสุดที่ออกขายมากกว่าแล้วล่ะค่ะ

คะแนนที่ 87

Thief of Shadows // Elizabeth Hoyt

posted on 09 Jul 2012 15:02 by maxtreme in A-Club, Historical directory Fiction

แล้วก็มาถึงเล่มนี้ค่ะ เรื่องราวที่เรารอคอย และเป็นงานของอลิซาเบ็ธ ฮอยต์อีกเล่มที่เราอ่านแล้วมีความสุขมาก ๆ บอกได้เลยว่า ไม่ผิดหวังเลยค่ะ และนี่ก็ถือว่า ประสบความสำเร็จมากนะคะ เมื่อคิดว่า เราคาดหวังกับเล่มนี้มากขนาดไหน

แต่ก่อนที่จะอ่านรีวิว แม็กซ์คงเริ่มต้นด้วยคำเตือนแล้วกันค่ะว่า เรื่องนี้เป็นสปอยล์ของสามเล่มก่อนหน้านะคะ ดังนั้นถ้ายังไม่ได้อ่านเล่มก่อนหน้า ก็กรุณาใช้ความระมัดระวังค่ะ

 

 

Thief of Shadows ของอลิซาเบ็ธ ฮอยต์

เรื่องนี้เป็นเล่มสี่ในชุดค่ะ ในที่สุดก็เล่าเรื่องคาแร็คเตอร์ที่เรารอคอย สำหรับคนที่อ่านเรื่องชุดนี้อยู่ วินเตอร์ เมคพีช น้องชายคนเล็ก (เป็นพี่ชายของไซเลนซ์ นางเอกเรื่อง Scandalous Desires และน้องชายของเทมเพอร์เรนซ์ ดิวส์ นางเอกเรื่อง Wicked Intention) ในที่สุดก็มีเรื่องราวเป็นของเขาเองสักที

สำหรับคนที่อ่านสามเล่มแรก วินเตอร์เป็นคาแร็คเตอร์ที่แบนราบ เขาถูกบรรยายผ่านสายตาของคาแร็คเตอร์อื่นว่า เป็นชายผู้ทำตามหน้าที่ เฉยเมย แทบจะไร้ความรู้สึก วินเตอร์เป็นคนดูแล และครูในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่บิดาของเขาก่อตั้ง ชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปีที่ทุ่มเทตัวเองในการดูแลเด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาส 

สำหรับคนที่อ่านเรื่อง Scandalous Desires ก็จะรู้ว่า วินเตอร์เป็นอะไรที่มากกว่านั้น เขามีอีกตัวตนนึง และในเล่มนี้ตัวตนทั้งสองของเขากำลังจะมาพบกัน 

อีกบทบาทนึงที่ไม่ใช่คนดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ในยามค่ำคืน วินเตอร์ เมคพีชอำพรางตัว และออกไปสร้างความยุติธรรมให้กับย่านที่ไร้ความยุติธรรมมากที่สุด นั่นทำให้เขาได้รับสมญาว่า โกสต์แห่งเซอร์ไจลล์ ชายลึบลับผู้สวมหน้ากากที่ต่อสู้กับความชั่วร้าย และช่วยเหลือคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ 

หากแต่ภารกิจล่าสุดของเขาในการช่วยชีวิตมิคกี้ โอคอนเนอร์ให้รอดจากแดนประหาร ทำให้เขาถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ และก็เป็นเลดี้อิซาเบลที่ช่วยเขาไว้ ซึ่งเลดี้อิซาเบลไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับวินเตอร์ ทั้งคู่ได้พบกันในอีกตัวตนนึงของเขา วินเตอร์ เมคพีชผู้แสนจะอยู่ในกรอบและเคร่งครัด เลดี้อิซาเบลคือหม่ายสาวในวงสังคมที่เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้อุปถัมภ์บ้านเด็กกำพร้า หญิงสาวที่ไม่จริงจังกับอะไร

การเจอกันในครั้งนี้ อิซาเบลยอมที่จะไม่ถอดหน้ากากของเขา และโกสต์ก็จากไปหลังเกือบจะในทันที แต่บางอย่างเกิดขึ้น ความรู้สึกในส่วนลึกของทั้งคู่ก่อขึ้นในใจ

ในขณะเดียวกันตำแหน่งหน้าที่ของวินเตอร์ก็อยู่ในอันตราย เมื่อหนึ่งในผู้อุปถัมภ์บ้านเด็กกำพร้ารู้สึกว่า เขาไม่มีมารยาทดีพอที่จะเข้าสังคม และเนื่องจากบ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้ได้รับความสนใจ และแรงสนับสนุนจากเลดี้ในสังคม สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องจำเป็น เลดี้อิซาเบลได้รับมอบหมายให้ขัดเกลามารยาททางสังคมแก่เขา ให้มากพอที่จะเป็นส่วนหนึ่งของวงสังคมได้ และแน่นอนว่า นั่นทำให้ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกันมาขึ้น

อีกด้านภารกิจของโกสต์ก็จำเป็นสำหรับเขาที่ต้องเข้าไปในวงสังคม เพราะมีใครสักคนที่เป็น "สุภาพบุรุษ" ได้เข้ามาทำธุรกิจหากินกับเด็ก ๆ ในย่านเซ็นต์ไจลส์

ในที่สุดตัวตนที่แยกจากกันระหว่างวินเตอร์ และโกสต์ก็ต้องเผชิญหน้ากัน

นี่เป็นหนังสืออีกเล่มของอลิซาเบ็ธ ฮอยต์ที่ไม่ทำให้เราผิดหวัง และถือว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่สนุกมาก ๆ ด้วยค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเราชอบคาแร็คเตอร์ของวินเตอร์ (ตั้งแต่ยังไม่รู้วาเขาคือโกสต์) เราอยากรู้ว่า อะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังท่าทีเย็นชา และไร้ความรู้สึก ในเล่มนี้เราก็ได้รู้ และเราได้เห็นชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยพลังที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ภายใต้หน้าฉาก เขาต้องเป็นวินเตอร์ เมคพีชผู้เย็นชา เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาถูกสอนโดยบิดา ผู้ดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าต้องเก็บงำอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ ต้องไม่รักเด็กคนไหนมากกว่าคนไหน ต้องไม่มีความรู้สึกต่องานที่ทำ เพราะถ้าเริ่มมี มันอาจจะมากเกินไป และเพราะการสอนของอาจารย์ (ที่สอนให้เขาเป็นโกสต์) ที่ช่วยให้วินเตอร์รู้วิธีจำกัดอารมณ์ตัวเอง เขาปวารณาตัวว่า จะรับใช้สังคม และไม่ต้องการอะไรเพื่อตัวเอง

จนกระทั่งอิซาเบล หญิงสาวที่ทำให้เขารู้สึก รู้สึกมากเกินไปด้วยซ้ำ

นี่เป็นหนึ่งในเรื่องที่ เมื่อพระเอกปลดปล่อยความรู้สึกที่เก็บซ่อนไว้มานาน ทุกอย่างก็แทบจะเผาผลาญตัวเอง ดังนั้นคงไม่ต้องบอกนะคะว่า เรื่องนี้ค่อนข้างฮ็อตมาก (แต่งานของอลิซาเบ็ธ ฮอยต์ก็ค่อนข้างฮ็อตมากอยู่แล้วล่ะ ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ตาม)

ภายนอกอิซาเบลคือ ทุกอย่างที่แตกต่าง เธอร่ำรวย ฟุ้งเฟ้อ และไม่ยึดติดกับอะไร จนกระทั่งคนอ่านได้รู้จักกับเธอ สำหรับเรา อิซาเบลคือคนที่เหมาะสมกับวินเตอร์มาก เธออาจจะเป็นคนคนเดียวที่เข้าใจจิตใจของเขา 

นี่ไม่นับว่า อิซาเบลแก่ว่าวินเตอร์หกปี และ (สปอยล์) วินเตอร์ยังเป็นเวอร์จิ้นอยู่ ซึ่งเป็นทางเลือกของเขานะคะ ผู้ที่จะทุ่มเทตัวเองเพื่อสังคม ไม่ควรมีครอบครัว และหากไม่มีครอบครัว การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คิดถึงการแต่งงานก็เป็นสิ่งที่วินเตอร์ไม่ทำ... แน่นอนว่า จนกระทั่งเขาได้เจอกับอิซาเบล

เช่นเดียวกับเรื่อง Scandalous Desires แม็กซ์ไม่ค่อยเป็นกลางในการเขียนรีวิวเล่มนี้ค่ะ เพราะเราชอบวินเตอร์ และอิซาเบลมาก ๆ เรารู้สึกว่า ทั้งสองช่างเหมาะสมและลงตัวกันเหลือเกิน และที่สำคัญเราชอบอ่านเรื่องที่พระเอกนิ่ง ๆ เครียด ๆ แล้วก็ถูกนางเอกทำให้ดีแตก เพราะหลังจากนั้นมันช่าง... สนุกยิ่งนัก

เราชอบทิศทางการดำเนินเรื่อง ชอบที่คนแต่งทำให้วินเตอร์ฉลาดพอจะรู้ว่า ตัวเองต้องการอะไร แม้ว่าเหตุผลที่ผลักดันให้เขากลายเป็นโกสต์จะดูไม่ชัดเจนเพียงพอ (ในเรื่องมีอธิบายไว้ แต่เราก็ยังไม่เก็ตว่า อะไรทำให้ชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปีรู้สึกว่า ตัวเองต้องเสียสละทั้งชีวิตเพื่องานนี้) แต่เมื่อต้องเลือก เขาเลือกเป็นค่ะ 

ดังนั้นเล่มนี้ไม่มีนะคะ พระเอกที่น้อยเนื้อต่ำใจ คิดว่าตัวเองต้อยต่ำกว่านางเอก แม้วินเตอร์ที่จะด้อยกว่าอิซาเบลทุกอย่าง (ฐานะทางสังคม และเงินทอง) แต่พระเอกของเรารู้ว่า ตัวเองต้องการอะไร และเขาไม่กลัวที่จะคว้ามา (สปอยล์) ฉากที่เขาจัดการย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของอิซาเบล หลังจากที่ลาออกจากการเป็นครูที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ทำให้เราเซอร์ไพร์สมาก แต่ก็ชอบมากเช่นกัน

อ่านเรื่องนี้แล้วมีความสุขค่ะ ถูกใจ และได้ดังใจกับเรื่องราวของคาแร็คเตอร์ที่คาดหวังเอาไว้

คะแนนที่  90