F-Club

Men Who Walk the Edge of Honor Series // Lori Foster

posted on 07 Nov 2012 14:29 by maxtreme in C-Club, Contemporary, D-Club, F-Club directory Fiction

เราใช้เวลาสัปดาห์ที่ผ่านมาไล่อ่านงานเก่า ๆ ของลอรี ฟอสเตอร์ตามประสาคนรู้สึกผิดเพราะหนังสือชุดใหม่ของเธอออกขายแล้ว แต่เรายังสะสางงานชุดเก่าของเธอไม่จบเลย (นี่ยังไม่นับว่าค้างอ่านงานชุดก่อนหน้าชุดนี้ที่เป็นเรื่องของนักสู้แนว MMA อีกนะคะ) 

ความรู้สึกที่เรามีต่องานเขียนของลอรี ฟอสเตอร์ค่อนข้างแปลกค่ะ เราเคยอ่านหนังสือของเธอที่ห่วยแตก ขนาดเราตัดสินใจเอาไปขายที่ร้านหนังสือมือสอง แต่ในเวลาเดียวกันเราก็เจองานเขียนของเธอที่ถูกใจเรามากขนาดเอาไปไว้บนหิ้ง (คำพูดเปรียบเทียบนะคะ ไม่ได้ไว้จริง ๆ ที่บ้านไม่มีหิ้งสักอันเลยค่ะ) ดังนั้นเราหวังว่า การอ่านหนังสือชุดนี้ซึ่งมีทั้งหมดสี่เล่ม กะอีกหนึ่งเรื่องสั้น ก็น่าจะมีสักเล่มที่โดนใจเรา ในขณะเดียวกันก็เตรียมใจเอาไว้สำหรับความผิดหวังที่อาจจะเกิด

สุดท้ายแล้วได้ความผิดหวังค่ะ ความน่าประทับใจน้อยมาก จนทำให้เราเริ่มตั้งคำถามตัวเองว่า เราจะยังอ่านงานของเธอต่อไปดีไหม

 

 

Ready, Set, Jett ของลอรี ฟอสเตอร์

ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง The Guy Next Door

เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นที่เหตุการณ์เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับเล่มแรกในชุด แต่คาแร็คเตอร์ไม่ได้อยู่ในขบวนการของชื่อชุดหรอกนะคะ เกี่ยวข้องกันทางนางเอกเล่มนี้เป็นน้องสาวของนางเอกเล่มแรก ดังนั้นให้เลขลำดับในชุดเป็นเล่มที่ 0.5 แล้วกันค่ะ

นอกจากนาตาลี และเจ๊ทจะเป็นเพื่อนบ้านกัน ทั้งคู่ยังมีความสัมพันธ์ทางเพศกันอีก มันเป็นความสัมพันธ์ที่นาตาลีไม่ต้องการให้พัฒนาไปไกลมากกว่าเรื่องเซ็กส์ เพราะความเจ็บปวดจากความรักในอดีต ในขณะที่เจ๊ทต้องการก้าวไปยังขั้นต่อไป ดังนั้นเมื่อเขารู้ว่านาตาลีกำลังวางแผนไปพักผ่อนนอกเมือง เจ๊ทจึงวางแผนติดตามเธอไปด้วย

ตามประสาเรื่องสั้นที่ไม่มีอะไรมาก เล่มนี้นอกจากจะต้องเล่าเรื่องราวของพระนางที่วิ่งหนีความรักแล้ว ก็ยังต้องเปิดประเด็นสำหรับเรื่องยาวเล่มต่อไปในชุด โดยตอนที่นาตาลีกำลังพักร้อน และครุ่นคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอและเจ๊ท มอลลี พี่สาวของเธอก็หายตัวไปอย่างลึกลับ 

ไม่รู้ว่าจะให้คะแนนยังไงค่ะ ตอนอ่านก็ไม่ได้ประทับใจอะไร แล้วก็ไม่คิดด้วยว่าจำเป็นต้องอ่านเล่มนี้เพื่อก้าวเข้าไปในหนังสือชุดนี้นะคะ เราโชคดีที่ได้เล่มนี้มาฟรีค่ะ ถ้าเสียเงินซื้อก็คงจะเซ็ง (และเขียนอะไรมากกว่านี้) เยอะเลยล่ะ

 

 

When You Dare ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มแรกในชุด Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งเราก็พยายามทำความเข้าใจชื่อชุดอยู่นะคะ เป็นเรื่องราวของเพื่อนพ้องที่ทำงานเป็นนักรบรับจ้าง แต่มีเกียรติ (ประมาณว่า ไม่รับงานจากคนร้าย ทำเฉพาะเรื่องดี ๆ เท่านั้น --  ซึ่งเราก็สงสัยอยู่) 

แดร์ แม็คอินทอชบุกไปถึงเม็กซิโกเพื่อช่วยอลานีน้องสาวของเพื่อนที่ถูกศัตรูจับตัวไป ซึ่งนอกจากจะช่วยอลานีมาได้แล้ว แดร์ก็ยังช่วยหญิงสาวชาวอเมริกันอีกคนที่ถูกขังไว้ในที่เดียวกันมาอีก ชื่อของเธอคือ มอลลี อเล็กซานเดอร์ และเธอเป็นนักเขียนนิยายแนวสืบสวนชื่อดัง (ขนาดว่าฮอลีวู้ดซื้อลิขสิทธิ์ไปทำเป็นหนัง) และนั่นทำให้แดร์ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของมอลลีอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ เพราะเห็นได้ชัดว่า มีใครสักคนปองร้ายเธอมากขนาดติดต่อให้แก๊งค์ค้ามนุษย์ลักพาตัวเธอไปเพื่อทำร้าย

มอลลีซึ่งได้รับบาดเจ็บไม่น้อย (แต่ไม่ต้องกลัวนะคะ ไม่โดนทำทารุณทางเพศแต่อย่างใด) ก็มองเห็นว่าแดร์คือคนเพียงคนเดียวที่ช่วยเหลือเธอได้ ดังนั้นเมื่อรู้ว่า แดร์มีอาชีพเป็นนักรบรับจ้าง หญิงสาวจึงว่าจ้างให้เขาทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดคอยปกป้องเธอ และสืบหาความจริงว่า ใครอยู่เบื้องหลังความพยายามทำร้ายครั้งนี้

พล็อตเรื่องนี้เป็นพล็อตทั่วไปมากนะคะ นางเอกที่ตกอยู่ในอันตราย พระเอกที่เป็นคนเดียวที่จะปกป้องเธอได้ และอาจจะเป็นเพราะจุดนี้ด้วยมั้งคะ ก็เลยทำให้เราเฉยมาก ๆ ไปกับเนื้อเรื่อง ถ้านั่นแย่ไม่พอ มีความไม่น่าเชื่อหลายอย่างในเล่มนี้ที่ทำให้ความสนุกในการอ่านของเราลดน้อยลงไป (ขนาดที่ทำให้เราไม่กล้าหยิบเล่มต่อไปในชุดมาอ่านเป็นปีเลยค่ะ -- เราอ่านเล่มนี้จบไปเมื่อสองปีก่อน จากนั้นก็ดองเล่มที่เหลือในชุดยาวเลย เพิ่งหยิบมาอ่านอีกทีก็เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา)

ในเรื่องบอกว่า นางเอกเป็นนักเขียนแนวโรแมนติกสืบสวนที่โด่งดัง นั่นคือความไม่น่าเชื่อแรก ต่างกับความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ นักเขียนไม่ใช่อาชีพที่ทำงานได้เป็นกอบเป็นกำนะคะ ยิ่งสถานะของมอลลีในเรื่องที่เขียนเรื่องแนวนี้ไม่ใช่แนวที่จะโด่งดัง การที่ฮอลีวู้ดซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างหนังก็ยิ่งไม่น่าเชื่อ เคยเห็นเรื่องแนวโรแมนติกสืบสวนสักกี่เรื่องที่ถูกสร้างเป็นหนังคะ (ส่วนใหญ่เป็นแนว YA เกือบทั้งนั้น) เรื่องนี้พูดแล้วพูดอีก เน้นย้ำมากถึงความโด่งดังของมอลลี (จนทำให้เรานึกถึงเสียงลือในเน็ตช่วงหนังสือเล่มนี้ออกใหม่ ๆ ที่บอกว่า ลอรีเขียนคาแร็คเตอร์ของมอลลีให้เป็นตัวเอง) และเราไม่เชื่อว่า มอลลีจะโด่งดังแบบนั้นได้ ในพารามิเตอร์ของเรื่องที่วางไว้นะคะ 

คนร้ายที่เฉลยออกมา เหตุผลของคนคนนั้นก็ยิ่งออกทะเลไปใหญ่ จริงค่ะไม่มีเหตผลอะไรที่จะอธิบายการกระทำชั่วร้ายของมนุษย์ได้ คนมันเลว ก็เลว ง่าย ๆ แค่นั้น แต่เหตุผลของคนร้ายในเรื่องนี้มันปัญญาอ่อนเกินกว่าที่เราจะรับไหว

คะแนนที่ 57

 

 

Trace of Fever ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มสองในชุด  Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งมาเล่มนี้เราก็ยังไม่ค่อยจะเก็ตอาชีพของพวกพระเอกค่ะ เข้าใจว่า เป็นทหารรับจ้าง แต่อ่านไปก็ไม่เห็นว่าจะรับงานอะไรที่ทำให้เกิดรายได้ ภารกิจในเล่มนี้ก็เป็นสิ่งที่พระเอกทำเพื่อความสะใจ และการล้างแค้นส่วนตัวมากกว่าที่จะเป็นงานที่มีนายจ้างมาจ่ายเงินจ้างให้ทำ

เทรซ ริเวอร์สที่ปลอมตัวเข้าไปทำงานให้กับเมอร์เรย์ โคลเบิร์นซึ่งเป็นเจ้าพ่อผู้ทำธุรกิจค้ามนุษย์ หลังจากที่น้องสาวของเทรซตกเป็นเหยื่อของคนที่ทำเรื่องพวกนี้ เทรซก็ถือเอาเป็นภารกิจส่วนตัวที่จะกำจัดคนในวงการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไป และเมอร์เรย์แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจับน้องสาวของเทรซ ก็คือปลาตัวใหญ่ที่เขาคิดจะจัดการให้ได้

แต่การปรากฎตัวขึ้นของพริสซิลา แพทเตอร์สันที่อ้างตัวว่าเป็นลูกสาวของเมอร์เรย์ก็ทำให้เทรซต้องหวั่นไหว หญิงสาวที่ฉากหน้าดูใสซื่อ ไร้เดียงสา และตามหาพ่อหลังจากมารดาเสียชีวิต เป็นเหยื่อชั้นดีสำหรับความชั่วร้ายอย่างเมอร์เรย์ ที่สั่งให้เทรซจัดการพาพริสไปแปลงโฉม เพื่อเตรียมจะเอาไปขายเป็นสินค้าชิ้นต่อไป 

และแม้ว่าพริสจะมีอะไรมากกว่าใบหน้าสวย ๆ แต่เทรซก็รู้ว่า เธอไม่ใช่คู่ปรับของเมอร์เรย์ และนั่นทำให้เขาไม่อาจอยู่เฉยได้ แม้จะไม่แน่ใจในเจตนาของหญิงสาว แต่เทรซก็แสดงตนอย่างชัดเจนว่า ต้องการปกป้องเธอจากเมอร์เรย์ ปัญหาก็คือพริสไม่ต้องการการปกป้อง เธอต้องการแก้แค้น

จริง ๆ การเขียนเรื่องนี้น่าสนใจนะคะ ในแง่คาแร็คเตอร์ก็ถือว่า โอเค แต่จุดด้อยที่สุดแล้วก็เป็นข้อด้อยที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลยก็คือ พล็อตเรื่องที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่รัดกุมเลยสักนิดเดียว 

ลองคิดดูนะคะ เทรซและพริสต่างไม่รู้จักกัน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่ ทั้งคู่กำลังเล่นเกมกับอาชญากรตัวร้าย แต่เพียงแค่เจอหน้ากันไม่ถึงชั่วโมง ทั้งคู่แบไต๋กันชัดเจนว่าไม่ชอบเมอร์เรย์ และมีเจตนาบางอย่างแอบแฝงเอาไว้ ด้านของเทรซ เขาปลอมตัวมาปฏิบัติการเพื่อสืบความลับเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์ของเมอร์เรย์ เขาปล่อยให้ผู้หญิงที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นใครด้วยซ้ำดูออกว่า แท้จริงแล้วเขาเป็นคนดี มันก็ดีค่ะสำหรับนางเอกที่ดูพระเอกออก แต่ถ้ามันดูง่ายขนาดนั้น มันน่าเชื่อไหมว่า คนร้ายจะดูไม่ออก  ทางด้านพริสก็อุตสาห์วางแผนจะแก้แค้นมาเป็นอย่างดี วินาทีแรกที่เธอออกห่างสายตาของเมอร์เรย์ และถูกสั่งให้ไปกับเทรซ (ซึ่งตามความเข้าใจของเธอ ก็คือลูกน้องของเมอร์เรย์) สาวเจ้าก็ออกลายนิสัยดั้งเดิม ซึ่งไม่ใช่สาวน้อยไร้เดียงสาแบบที่เล่นละครให้เมอร์เรย์เข้าใจ ทำไมพริสถึงได้ไว้ใจเทรซขนาดนั้น ในโรแมนซ์คำตอบก็คือ เพราะเขาเป็นพระเอก แต่ถ้าหยุดคิดสักนิดนึง พริสจะรู้ไหม (ในเวลานั้น) ว่าเทรซคือพระเอก เราไม่เห็นพฤติกรรมอะไรของเทรซที่จะทำให้พริสไว้ใจเขาได้ขนาดนั้น

นอกจากนี้แล้ว เจ้าแผนการของเทรซที่แทรกซึมเข้าไปทำงานให้กับเมอร์เรย์ก็ดูไร้จุดหมาย ในเรื่องไม่มีการพูดถึงว่า เทรซจะทำอะไรต่อไป เขาเข้าไปทำไม ถ้าคำตอบสุดท้ายของเขาก็คือ การฆ่าเมอร์เรย์ ทำไมถึงไม่ฆ่าตั้งแต่แรกล่ะ ในเมื่อ (สปอยล์) สุดท้ายเรื่องเมอร์เรย์ก็ตาย และเทรซก็ไม่เห็นจะทำอะไรเลยสักอย่าง 

เราชอบคาแร็คเตอร์นะคะ แต่พวกเขาไม่มีเหตุผลในกรอบของพล็อตเรื่อง คนร้ายก็ดูเลวจนน่าขยะแขยง (สปอยล์) ความคิดที่จะมีเซ็กส์กับลูกสาวตัวเอง เรารับไม่ได้นะคะ 

คะแนนที่ 60

 

 

Savor the Danger ของลอรี ฟอสเตอร์

เรื่องนี้เป็นเล่มสามในชุด  Men who Walk the Edge of Honor ซึ่งมาเล่มนี้เราก็เหมือนเดิมนะคะ ไม่เข้าใจกลุ่มของพวกพระเอกเท่าไหรนัก จะบอกว่าเป็นขบวนการรักษาความยุติธรรมก็ว่าได้ แต่เรื่องพยายามอธิบายเหมือนพวกเขาเป็นนักรบรับจ้าง แต่ไม่เคยเห็นรับงานจากใคร มีแต่ทำงานเพื่อการกุศลปราบปรามเหล่าร้ายที่เป็นแก๊งค์ค้ามนุษย์ (เขียนว่าเป็นกลุ่มเศรษฐีสไตล์บรูซ เวนย์อาจจะเข้าใจได้ง่ายกว่า)

แจ๊คสัน ซาวอนสนใจในตัวของอเลนา ริเวอร์สมานานแล้ว ถึงขนาดบอกกับพี่่ชายของเธอ (พระเอกเล่มสองในชุด Trace of Fever) ว่าคิดจะจีบน้องสาว แต่อเลนาก็ปิดกั้นตัวเอง ทั้งจากความขี้อาย และประสบการณ์ที่เลวร้ายช่วงที่เธอโด